วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566

แปลเพลง Live Beyond!! [Bang Dream Poppin' Party]



Live Beyond!!


 伝えて 昨日のわたしに

tsutaete kinou no watashi ni

บอกออกไป ถึงตัวชั้นในวันวาน

伝えて 今日からのキミに

tsutaete kyou kara no kimi ni

บอกออกไป ถึงตัวเธอตั้งแต่วันนี้ไป


繋ごう 近くのあなたへと

tsunagou chikaku no anata he to

เชื่อมต่อกัน กับเธอที่อยู่ข้างๆ

繋ごう 遠くの誰かと

tsunagou tooku no dare ka to

เชื่อมต่อกัน กับใครบางคนที่แสนไกล

繋ごう 大切な人と

tsunagou taisetsuna hito to

เชื่อมต่อกัน กับคนสำคัญ

繋ごう 海の向こうまで

tsunagou umi no mukou made

เชื่อมต่อกัน ไปให้ถึงอีกฟากทะเล


変わっていくキミを

kawattte iku kimi wo

ตัวเธอที่เปลี่ยนไป

(Live Beyond)


変わらないキミが支え

kawaranai kimi ga sasae

มีตัวเธอที่ไม่เปลี่ยนแปลงค้ำจุนอยู่

(Live Beyond)


あの夢や あの人や あの場所

ano yume ya ano hito ya ano basho

ความฝันนั้น คนคนนั้น สถานที่นั้น

大好きなステージに恩返し

daisukina suteeji ni ongaeshi

ตอบแทนคุณเวทีที่รักที่สุด

生きよう 笑おう 走ろう 叫ぼう

ikiyou waraou hashirou sakeou

สูดหายใจ แย้มยิ้ม ออกวิ่ง ส่งเสียงออกไป

歌のチカラ 集めたら――

uta no chikara atsumetara...

เมื่อรวบรวมพลังของบทเพลงได้แล้ว...


Circle は広がってゆく

Circle ha hirogatte yuku

Circle แผ่กว้างออกไป

(wow wow wow)


いちばん遠い星めがけて

ichiban tooi hoshi megakete

มุ่งสู่ดวงดาวที่อยู่ไกลที่สุด

広がった輪と輪は きっと

hirogatta wa to wa ha kitto

เหล่าสายสัมพันธ์ที่แผ่ขยายออกไป

一つになれる 強くなれる

hitotsu ni nareru tsuyoku nareru

ซักวันหนึ่งจะแข็งแกร่งขึ้นและกลายเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน


一秒で繋がるよ Distance

ichi byou de tsunagaru yo Distance

ระยะห่าง (Distance) ที่เชื่อมถึงกันใน 1 วินาที

(wow wow wow)


あきらめの悪いわたしたち

akirame no warui watashi tachi

พวกเราที่ยอมตัดใจไม่เป็น

まだ誰も見たことのない世界へいつか(キミと)行こう

mada dare mo mitakoto no nai sekai he itsuka kimito ikou

ซักวันหนึ่ง จะไปสู่โลกที่ยังไม่มีใครเคยเห็น ด้วยกันกับเธอ

Live Beyond


届ける 近くのあなたへ

todokeru chikaku no anata he

ส่งออกไป ถึงเธอที่อยู่ใกล้ๆ

届ける 遠くの誰かへ

todokeru tooku no dere ka he

ส่งออกไป ถึงใครบางคนที่อยู่แสนไกล

届ける 大切な歌を

todokeru taisetsu na uta wo

ส่งออกไป บทเพลงที่แสนสำคัญนี้

届ける 星の彼方まで

todokeru hoshi no kanata made

ส่งออกไป ให้ถึงดวงดาวแสนไกล


大好きだったキミを

daisuki datta kimi wo

ตัวเธอที่ชั้นรักมาตลอด

(Live Beyond)


これからも大好きだよ

kore kara mo daisuki da yo

จากนี้ก็ยังจะรักต่อไป

(Live Beyond)


キラキラドキドキもそのままで

kirakira dokidoki mo sonomama de

พาความตื่นเต้นและประกายแสงในใจ

マイクロフォンの前に立っている

maikurofon no mae ni tatteiru

ไปยืนหน้าไมโครโฟน

命 絆 勇気 覚悟

inochi kizuna yuuki kakugo

ชีวิต สายสัมพันธ์ ความกล้า การเตรียมใจ

歌のチカラ 信じたら――

uta no chikara shinjitara...

เมื่อเชื่อในพลังของบทเพลงแล้ว...


Space は広がってゆく

Space ha hirogatte yuku

Space แผ่กว้างออกไป

(wow wow wow)


あの星に向かって歌おう

ano hoshi ni mukatte utaou

ขับขานบทเพลงไปให้ถึงดาวดวงน้้น

空間と輪と銀河巡り

kuukan to wa to sora meguri

ส่งไปทั่วทุกพื้นที่ (Space) ทุกสายสัมพันธ์ (Circle) และฟากฟ้า (Galaxy)

一つになろう 強くなろう

hitotsu ni narou tsuyoku narou

ให้เป็นหนึ่งเดียว ให้แข็งแกร่งขึ้น


今すぐに繋がるよ Distance

ima suguni tsunagaru yo Distance

ระยะห่าง (Distance) ที่เชื่อมถึงกันได้ทันที

(wow wow wow)


いつかまた会える日に語ろう

itsuka mata aeru hi ni takarou

เล่าเรื่องราวให้ซักวันที่เราจะได้พบกันอีก

まだ誰も触れたことない世界へキミを(連れて)行くよ

mada dare mo fureta koto nai sekai he kimi wo tsurete ikuyo

ซักวันหนึ่ง จะพาเธอไปสู่โลกที่ยังไม่มีใครเคยสัมผัส

Live Beyond


キミがどこにいても

kimi ga doko ni itemo

ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน

顔が見えなくても

kao ga mienakutemo

แม้ว่าจะมองไม่เห็นใบหน้า

二人交わした約束は

futari kawashita yakusoku ha

แต่คำสัญญาของเราสองคน

時を越え結ばれる

toki wo koe musubareru

จะคงผูกพัน ข้ามกาลเวลา

So Tight


いちばん遠くて

ichiban tookute

สิ่งที่อยู่ไกลที่สุด

いちばん近いのかもね

ichiban chikai no kamo ne

อาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ได้นะ

星の彼方にいるキミと今

hoshi no kanata ni iru kimi to ima

แม้ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ที่ดวงดาวแสนไกล

確かに目が合っている

tashikani me ga atteiru

แต่ชั้นก็เชื่อว่า ตอนนี้เราสบตากันอยู่


一秒で繋がるよ Distance

ichi byou de tsunagaru yo Distance

ระยะห่าง (Distance) ที่เชื่อมถึงกันใน 1 วินาที

(wow wow wow)


あきらめの悪いわたしたち

akirame no warui watashi tachi

พวกเราที่ยอมตัดใจไม่เป็น

まだ誰も見たことのない世界をいつかキミと 創りあげよう

mada dare mo mita koto no nai  sekai wo itsuka kimi to tsukuriageyou

ซักวัน ชั้นกับเธอ จะสร้างโลกที่ไม่มีใครเคยเห็นขึ้นมา

いつかキミと 創りあげよう

itsuka kimi to tsukuriageyou

ซักวัน ชั้นกับเธอ จะสร้างมันขึ้นมา


Live Beyond wow wow...


Credit

เนื้อเพลง: https://utaten.com/lyric/mi21081031/

ภาพ: https://bang-dream.com/discographies/2684

คลิปเพลงจาก YouTube Poppin' Party Chanel

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 9

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

Part 9 มีเรื่องเดียว เป็นเรื่องยาวหน่อยนะ

✱✱✱✱✱✱✱

ตอนที่ผมไปอยู่ต่างโลก

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/post-4734/)


ที่ผ่านมาผมเคยไปต่างโลกมา 3 ครั้ง

ครั้งแรกตอนประมาณ 9 หรือ 10 ขวบ ครั้งที่สองตอนอายุประมาณ 23 ครั้งที่สามคือเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนผมอายุ 36

ทุกครั้งที่ผมไปต่างโลก จะเป็นตอนที่ชีวิตผมอยู่ในช่วงเลวร้ายสุดขีด


ตอนไปต่างโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงที่ผมโดนแกล้งที่โรงเรียนหนักมาก ครอบครัวก็อยู่ในช่วงบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ทะเลาะกันทุกคืน

ผมไม่อยากเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน จะดูทีวีก็ดูไม่ได้ จึงเข้าไปขดตัวอยู่ในที่นอนเสมอๆ


วันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วก็ลุกขึ้นเดินสะโหลสะเหลออกไปข้างนอก จำไม่ได้เหมือนกันว่าตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่หรือได้ยินเสียงใครเรียก

หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ค่อยได้ รู้ตัวอีกทีก็เดินอยู่กลางป่าที่ไม่รู้จักแล้ว

ตัวผมในตอนเด็กเข้าใจว่าที่นั่นเป็นป่าเขตร้อน บรรยากาศชุ่มชื้นแต่ก็มืดสลัว

ไปๆ มาๆ ก็เหมือนจะกลายเป็นเวลาเย็น ด้วยความง่วงตอนนั้นผมจึงค่อนข้างเบลอๆ

ผมหลงอยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ บางทีอาจจะแค่สิบกว่านาทีก็ได้


รู้ตัวอีกทีผมก็เจอกับยายคนหนึ่งในป่า แล้วก็ถูกพาไปที่บ้านของแก ตรงนี้ผมจำรายละเอียดไม่ได้เท่าไหร่

บ้านนั้นอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ กลางป่า บรรยากาศเหมือนหมู่บ้านในเขาลึกแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ชีวิตแบบโบราณ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเลย

ครอบครัวของยายต้อนรับตัวผมที่ยังมึนๆ งงๆ อย่างอบอุ่น

ยายแกเป็นคนสวย พอพูดญี่ปุ่นได้กระท่อนกระแท่นเหมือนคนต่างชาติที่เพิ่งเริ่มเรียน

ครอบครัวของยายมีลูกชาย ลูกสาว สามีของลูกสาว และลูกของพวกเขาอีก 5 คน ทุกคนเป็นคนร่าเริงและเข้ากับผมได้ทันที

ตัวผมที่ไม่รู้จักครอบครัวที่อบอุ่นได้มีช่วงเวลาที่มีความสุข

จนผมคิดขึ้นมาว่าอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่


ผมน่าจะอยู่ที่นั่นได้ประมาณ 3 วัน

พริบตาที่ผมก้าวออกจากบ้านตามที่พวกเด็กๆ เรียก ผมก็กลับมาที่โลกเดิม

ผมยืนงงอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน รอบข้างยังเป็นเวลากลางคืนอยู่

แล้วก็ได้ยินแม่เรียกมาจากด้านหลังว่า "ทำอะไรอยู่!" ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนนั้นผมตกใจจนสะดุ้งเฮือก

เหมือนว่าระหว่างที่ผมไปโลกนั้น เวลาทางนี้แทบไม่ขยับไปเลย


ถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงเล่าให้พ่อแม่ฟัง แล้วก็จบด้วยการโดนพูดว่า "มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะลูก!" แต่ผมกลัวพ่อแม่อยู่ตลอดเลยไม่ได้เล่าให้ฟัง ได้แค่นั่งสงสัยว่า "นั่นคือฝันรึเปล่านะ...? แต่มันจะสมจริงขนาดนั้นเลยเหรอ..."

แต่มานึกย้อนดู แผลใบไม้บาดตามตัวหรือเสื้อผ้าที่เลอะเทอะตอนนั้นก็เป็นหลักฐานเห็นๆ อยู่...

แต่ด้วยความเชื่อไม่ลงว่า "ชีวิตแสนสุขพรรค์นั้นมันจะไปมีจริงได้ไง ต้องเป็นฝันแน่ๆ" ผมจึงไม่ได้เก็บมาคิดอะไรต่ออีก

ผ่านไปอีกไม่กี่เดือน พ่อกับแม่ก็หย่ากัน ผมถูกทางบ้านเกิดของแม่รับไปเลี้ยงดู


หลังจากนั้นอีก 10 กว่าปี

ตอนนั้นผมยังเชื่อว่านั่นเป็นความฝันที่สมจริงมากๆ เท่านั้น

หลังจากที่ผมไปอยู่บ้านเกิดแม่ แม่ก็แต่งงานใหม่ ผมอยู่ในความดูแลของตายายจนถึงตอน ม. ปลาย

ที่ตายายเลี้ยงมา ผมก็ถือว่าท่านมีบุณคุณนะ แต่พอมีเรื่องอะไรนิดหน่อย เค้าก็ชอบเอาพ่อผมไปนินทา หลายๆ ครั้งก็ลามมานินทาผมด้วย ผมจึงคิดอยู่เสมอว่าอยากออกไปจากบ้านนี้เร็วๆ

ช่วงที่เพิ่งจบ ม. ปลาย ผมก็ย้ายไปอยู่โตเกียวพร้อมกับรุ่นที่อีกคนที่มีแผนจะย้ายออกช่วงเดียวกันพอดี

ผมได้ทำงานในบริษัทที่กดขี่พนักงานเยี่ยงทาส แต่ผมกล้ำกลืนฝืนทน เก็บหอมรอมริบจนผ่านไปหนึ่งปีก็ได้ย้านไปอยู่พาร์ทเมนต์เก่าๆ แห่งหนึ่ง


แต่ผมก็ยังต้องทำงานที่บริษัทบัดซบนั่นต่อไป แล้วตอนอายุ 23 ผมก็ได้ไปต่างโลกอีกครั้ง

ช่วงนั้นชีวิตผมไม่ค่อยดีนัก กลับห้องมานอน แล้วก็ตื่นออกไปเจอที่ทำงานแย่ๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ต้องทำงานที่รับผิดชอบสูงขึ้น แต่เงินเดือนน้อยนิดเหมือนเดิม กลายเป็นเป้าให้เจ้าของบริษัทตำหนิในเรื่องไม่เป็นเรื่อง จิตใจผมตอนนั้นเหนื่อยล้าเต็มทน

แถมรุ่นพี่ที่เข้าโตเกียวมาพร้อมกันก็ดันตกงาน เลยชอบมาไถเงินผมอยู่เรื่อย

เหมือนรุ่นพี่เขาจะเกี่ยวข้องพวกอันธพาล ผมเคยโดนเขาพาพวกมาขู่ด้วย


ในวันหยุดซึ่งหลายๆ เดือนจะมีซักครั้ง ผมนั่งดื่มเหล้าที่ปกติดื่มไม่เป็นตั้งแต่เช้าตรู่ พลางคิดคร่ำครวญว่า "ทั้งๆ กูพยายามทำงานมาขนาดนี้แล้ว ทำไมชีวิตกูถึงเป็นแบบนี้..."

แล้วผมก็เกิดอยากอ้วกขึ้นมา เลยจะไปห้องน้ำ แต่พอลืมตาขึ้นมาผมกลับมาอยู่กลางป่าที่ดูคุ้นเคย


"ป่าตอนนั้นนี่!" "ฝันเหรอ!?" ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว

ยังไงก็เถอะ ถ้าครอบครัวนั้นยังอยู่ผมก็อยากไปเจอพวกเขา ผมออกเดินโดยตั้งใจไว้อย่างงั้น แต่ผมมาทั้งเท้าเปล่าแถมยังเมา การเดินในป่าจึงยากลำบากมาก

ตอนที่ผมกำลังนั่งพักกลางป่าได้ครู่นึงก็มีคนมาทักผม

คนคนนั้นเป็นหญิงสาวที่ดูคล้ายกับยายที่เคยเจอครั้งก่อนอย่างบอกไม่ถูก

ผมก็อึ้งๆ ไปเพราะไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรก่อนดี แต่เธอคนนั้นกลับเป็นฝ่ายชวนผมคุยก่อนด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบกระท่อนกระแท่น

เหมือนเธอจะบอกว่า โชคดีที่หมู่บ้านอยู่ใกล้ๆ นี่ มาที่บ้านฉันก่อนสิ

พอผมตามไป ปรากฏว่าหมู่บ้านของเธอก็คือหมู่บ้านที่ผมเคยมาตอนเด็กๆ ถึงจะมีจุดที่ไม่เหมือนเดิม แต่หลายๆ อย่างก็ดูคุ้นตา

"หรือว่าตอนนั้นไม่ใช่ความฝัน! ไม่สิ หรือว่านี่ก็คือความฝัน?" ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจก็ยังสงสัย 

แต่เพราะโลกที่เจอมามันโหดร้าย ผมเลยคิดว่าจะยังไงก็ช่างมันเถอะ


ผมไม่มีที่ไป หญิงสาวคนนั้นจึงให้ผมนอนที่บ้านด้วย

ตอนแรกผมคิดว่าเธอคือลูกหลานของยายคนนั้นหรือเปล่า แต่เธอบอกว่าครอบครัวเธอไม่เคยมีสมาชิกเยอะขนาดนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พ่อแม่ของเธอเสียไปตั้งแต่ยังเล็ก ที่ผ่านๆ มาก็มีแต่เพื่อนบ้านและคนรู้จักคอยดูแล

เธอเป็นสาวสวย อายุราวๆ 20 ปี นั่นทำให้ผมชอบเธอตั้งแรกเจอ


อาจจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่ขอบอกว่าหมู่บ้านนั้นใช้ชีวิตกันแบบโบราณมาก คนที่คุ้นกับความสะดวกในยุคปัจจุบันแบบผมจึงใช้ชีวิตลำบาก แต่เธอก็คอยช่วยให้ผมพออยู่ไปได้

ที่นั่นบรรยากาศคล้ายๆ ในหนังเรื่องอวตาร แต่ก็ไม่ได้โบราณหรือมีความแฟนซีขนาดนั้น แต่การใช้ชีวิตที่นี่ เรียกว่าเป็นชีวิตในอุดมคติได้เลย

ถ้าเทียบกับโลกปัจจุบัน คงพูดได้ว่าที่นี่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ "ใช้ชีวิต" มากกว่าละมั้ง...

แต่ขณะเดียวกันผมก็กลัว กลัวว่าแค่พริบตาเดียวก็จะต้องกลับไปที่โลกเดิมเหมือนครั้งก่อน


ผ่านไปราวๆ 3 เดือน

ถึงผมจะหัวไม่ดีนักแต่ก็ทำงานละเอียดๆ ได้ดี จึงคุ้นกับชีวิตที่นี่ขึ้นมาก

ภาษาที่คนที่นี่พูดกัน ผมก็เริ่มพูดคำง่ายๆ ได้นิดหน่อยแล้ว


แล้วก็ด้วยความที่หนุ่มสาวได้มาอยู่ใกล้ชิดกัน ผมเลยได้สานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเธอคนนั้นด้วย

เพราะที่นี่ไม่มีความบันเทิงอะไร ผมเลยมีอะไรกับเธอทุกคืน

พอเรามาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน คนในหมู่บ้านก็ฉลองแสดงความยินดีให้เราด้วย


เมื่อความผูกพันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การแยกจากจึงมาถึงอย่างง่ายดายเช่นกัน


จู่ๆ วันหนึ่งผมก็ถูกส่งกลับมาโลกเดิม

เวลาในโลกเดิมผ่านไปหลายชั่วโมง ถามว่านานมั้ย ก็ไม่นาน

แต่สำหรับผมที่ระหว่างนั้นไปอยู่โลกอื่นมากว่า 3 เดือน กว่าจะกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้ก็แทบแย่

ยิ่งเป็นชีวิตที่ถึงจะลำบากกายอยู่บ้าง แต่ก็ได้อยู่อย่างสบายใจก็ยิ่งทำใจยาก

ผมร้องไห้หนักมากเพราะเสียใจที่จะไม่ได้เจอเธอคนนั้นอีกแล้ว ร้องขนาดที่ใครมาเห็นก็คงคิดว่าผมเสียสติไปแล้ว


แล้วเวลาก็ผ่านไป จนผมอายุ 36

ครับ และผมแต่งงานแล้ว หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วน

คุณอาจจะอยากถามว่าแล้วหญิงสาวในหมู่บ้านนั้นล่ะ จะทำยังไง แต่ผู้ชายเราก็เป็นแบบนี้แหละครับ

จะยื้อรอไปเรี่อยๆ ก็ใช่เรื่อง ผมเองก็อยากมีครอบครัวเหมือนกันนะ

แต่ชีวิตผมก็ยังลำบากเหมือนเดิม


ผมย้ายบ้านหนีรุ่นพี่ไปอยู่แถบชานเมือง สู้อดทนทำงานต่อไป แต่ก็ไม่ได้มีความสุขซักเท่าไหร่

เมื่อโอกาสมาถึงผมก็แต่งงาน แต่ผมดันได้เมียนิสัยเสียนี่สิ...


เราตกลงกันว่าจะสร้างฐานะให้มั่นคงกว่านี้ก่อนค่อยมีลูก แต่เธอกลับตัดสินใจลาออกจากงานพิเศษโดยไม่ปรึกษาผมก่อน 

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ก็กลายเป็นว่าแม้แต่งานบ้าน เธอก็ไม่ยอมทำ

ด้วยเรื่องงาน ผมก็ไม่ได้กลับบ้านบ่อย พอผมไม่อยู่บ้านนานๆ เข้า เธอก็มีชู้


ตรงนี้ขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่ก็เอาคืนเมียด้วยการมีกิ๊กบ้าง ลงไม้ลงมือกับเธอบ้าง สุดท้ายความขัดแย้งของเราก็จบลงด้วยการหย่า

ความอ่อนล้าทับถมขึ้นเรื่อยๆ ผมภาวนาอยู่ในใจว่า "ถ้าชีวิตที่นี่มันบัดซบขนาดนี้ ขออยู่ที่โลกนั้นตลอดไปเลยดีกว่า..."


ไม่ว่าชีวิตผมจะยุ่งเหยิงขนาดไหน โลกนั้นก็คงอยู่ตรงไหนซักที่ในใจผมมาตลอด

แล้วความปรารถนาผมก็เป็นจริง


ระหว่างกลับจากบริษัทกลางดึกวันหนึ่ง ผมก็ไปโผล่ที่ป่านั่น คราวนี้ผมรู้ตัวทันที

ที่โลกนั้นยังเป็นตอนเช้าตรู่ บรรยากาศยังมืดสลัวอยู่แต่ผมก็คลำทางจนมาถึงหมู่บ้านได้

เป็นหมู่บ้านแห่งเดิม แม้จะมีบางอย่างที่ดูแปลกไป

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้ได้ทันที


พอผมลองไปที่บ้านเธอคนนั้น...

ก็เจอเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก อายุราวๆ 9-10 ขวบอยู่ที่นั้น

เหมือนว่าพ่อจะเสียไปแล้ว ส่วนแม่กำลังป่วยนอนซมอยู่

พอเจอตาลุงแปลกหน้าโผล่มา เธอก็ดูระวังตัวอยู่ตลอด

คนในหมู่บ้านก็เข้ามาดูสถานการณ์ เหมือนจะถามผมประมาณว่า "แก เป็นใครกัน"

ผมพูดภาษาที่นี่ได้แค่นิดหน่อย เรื่องที่อยากพูดเลยพูดได้ไม่หมด แต่ก็พยายามสื่อสารไปจนพวกเขาเข้าใจว่า "ผมหลงทางจนมาถึงที่หมู่บ้านนี้ ได้โปรดให้ผมอยู่ที่นี่ด้วยเถอะ"

แน่นอนว่าผมดูน่าสงสัย แต่พวกเขาก็ยอมให้ผมพักในบ้านที่คล้ายๆ ว่าจะเป็นบ้านของผู้อาวุโส


ถึงจะห่างหายไปเป็น 10 ปี แต่ความรู้ที่ได้มาจากที่นี่ก็ยังไม่ขึ้นสนิม ผมจึงคุ้นเคยกับชีวิตที่นี่อย่างรวดเร็ว

คนในหมู่บ้านค่อยๆ ลดความระแวงลง แม่ของสาวน้อยเสียชีวิต

ผมรับอาสาดูแลเธอ ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ของเธอ 

เราเริ่มต้นชีวิตใหม่กันอีกครั้ง


ตอนที่ผมพบกับสาวน้อยคนนี้ครั้งแรก ผมถามชื่อเธอ และนั่นทำให้ผมเข้าใจเรื่องทั้งหมด

สาวน้อยคนนี้คือหญิงสาวที่ผมผูกสัมพันธ์ด้วยในครั้งก่อน และเป็นคุณยายที่ผมเจอตอนมาที่นี่ครั้งแรก

คนที่สอนภาษาญี่ปุ่นให้เธอก็คือผมเอง


จะว่าไปตอนผมมาที่นี่ครั้งที่ 2 ก็มีหลายครั้งที่หญิงสาวแสดงท่าทีเหมือนรู้จักผมอยู่แล้ว

บางทีเธออาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้

แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่คลี่คลาย

ช่วงที่เธออายุ 20-30 ปี ผมไม่ได้อยู่ที่นี่

แปลว่าตอนนั้นผมกลับไปที่โลกเดิม หรือไม่ก็ตายไปแล้ว ความเป็นไปได้มีแค่ 2 อย่างเท่านั้น

แต่แล้วผมก็ได้รู้คำตอบในปีที่ 3 ของการอาศัยอยู่ที่นี่


3 ปี... ดูเหมือนนานแต่ก็แค่แป๊บเดียว

ผมอายุจะ 40 แล้ว

บอกตามตรงว่าผมไม่อยากกลับไปโลกเดิมอีกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ยอมตามใจผม


วันหนึ่ง จู่ๆ ผมก็กลับมา

ที่โลกเดิมเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน มือถือผมมีแจ้งเตือนฝากข้อความเสียงจากบริษัทขึ้นมาหลายสาย

ผมขาดงานโดยพลการ จึงโดนหัวหน้าเรียกไปเตือนตามความผิด แต่ก็ยังดีที่จบแค่นั้น


ที่เป็นปัญหากว่าคือสภาพภายนอกของผมต่างหาก ผมไปอยู่ต่างโลกมา 3 ปี รูปร่างหน้าตาจึงต่างจากเดิมลิบลับ

ผมหงอกเพิ่มขึ้น ผิวคล้ำแดด ร่องแก้มลึกขึ้น

ผมเลยโดนคนรอบข้างทักว่าไปเครียดอะไรมา บริษัทก็บังคับให้หยุดงาน บอกให้ไปโรงพยาบาลแทน

แต่สำหรับผมจริงๆ เรื่องพรรค์นี้จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ

ความคิดผมวนเวียนอยู่แค่ว่า "ถ้าไปโลกโนันไม่ได้แล้ว จะอยู่ไปก็เท่านั้น..."

ถึงแม้บางครั้งผมก็ยังไม่แน่ใจว่านั่นเป็นแค่ความฝันหรือเปล่าก็ตาม

บางทีผมก็ปลอบใจตัวเองว่าโลกแสนสุขนั้นคือความฝัน เพื่อให้ตัวเองทำใจได้

แต่ริ้วรอยบนร่างกายก็คอยบอกอยู่เสมอว่านั่นไม่ใช่ความฝัน


ผมคงไปที่โลกนั้นอีกไม่ได้แล้ว

แต่ผมก็ยังมีความหวังสุดท้ายอยู่...


ตอนที่ผมไปโลกนั้นครั้งแรก คลับคล้ายคลับคลาว่ายายเคยพูดทำนองว่า "สามีเพิ่งจะเสียไปได้ไม่นาน"

จริงๆ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเอามาบอกเด็กที่ไหนก็ไม่รู้หรอก จริงมั้ยครับ

บางทีสามีที่ยายพูดถึง คงจะหมายถึงผมที่ได้ไปโลกนั้นเป็นครั้งที่ 4 และสิ้นอายุขัยลงที่นั่นก็ได้...


ผมก็ฝันเฟื่องไปเรื่อย

ถึงจะมีความฝันเฟื่องอยู่ แต่ในชีวิตที่มองไม่เห็นอนาคตดีๆ แบบนี้ ผมก็ยังเลิกมองโลกในแง่ร้ายไม่ได้อยู่ดีแหละครับ


[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 7

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

Part 7 มีเรื่องเดียว เป็นเรื่องยาวหน่อยนะ

✱✱✱✱✱✱✱

ประสบการณ์น่ากลัวจากเกมออนไลน์

(ที่มา : https://the-mystery.org/scary_story/online_game/)


เมื่อปีก่อน ฉันเริ่มเล่นเกม MMORPG (เกมออนไลน์) เกมหนึ่งเพราะเพื่อนชวน

อย่าว่าแต่เกมออนไลน์เลย แค่โปรแกรมแชทคุยทั่วๆไปฉันยังแทบไม่เคยแตะ แต่พอเริ่มเล่นเกมนั้น ฉันก็ได้เข้ากิลด์ใหญ่กิลด์หนึ่ง พวกคนเก่าๆในกิลด์ช่วยสอนฉันเล่นและแชทคุยกันในเกม

เพราะคนในกิลด์ช่วย ตัวละครที่ฉันเล่นจึงเก่งขึ้นเรื่อยๆอย่างราบรื่น การผจญภัยในเกมก็ไม่มีตรงไหนที่ยากเกินไป

ทุกคนในกิลด์เป็นคนดี อาจเพราะฉันเป็นเด็กใหม่ด้วย ทุกคนจึงใจดีกับฉันเป็นพิเศษ

ในบรรดาคนในกิลด์ มีสมาชิกเก่าแก่ชื่อ A อยู่ด้วย

A เล่นเกมนี้มานานมาก เลเวลสูงที่สุดในกิลด์ มีแรร์ไอเทมที่แทบไม่เคยเห็นที่อื่นอยู่ทุกชนิด เรียกว่าเป็นดาวเด่นของกิลด์เลยทีเดียว

A เคยช่วยฉันอยู่เรื่อยๆ บางทีก็มาช่วยฉันเก็บเวล บางครั้งก็ยกไอเทมที่เขาไม่ใช้แล้วให้ฉันฟรีๆ


ทุกคนในกิลด์เราสนิทกันมาก หลายๆคนรู้จักกันในโลกจริง บางทีก็เล่นเกมและเปิดสไกป์คุยกันไปด้วย บางทีก็แลกเมล์กันบ้าง

สมาชิกกิลด์ส่วนใหญ่อยู่ที่คันโตและคันไซ เหมือนนานๆครั้งพวกเขาก็นัดเจอกันนอกเกม แต่ฉันอยู่ฮอกไกโดจึงไม่ได้ไปกับเขาแม้แต่ครั้งเดียว

ตอนนั้นฉันยังไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องการพูดคุยและให้ข้อมูลคนอื่นในโลกออนไลน์ ฉันกับเพื่อนในกิลด์ที่สนิทกันมากๆบางคนจึงบอกข้อมูลตัวจริงให้กันและกันรู้ (เช่น เพศ, อาชีพ) ซึ่งในกลุ่มนั้นมี A อยู่ด้วย

พอตอนนี้มานึกดูแล้วก็ยังดีที่ตอนนั้นฉันไม่ได้บอกพวกเบอร์โทรหรือที่อยู่แบบละเอียดไปด้วย


A เป็นเด็กมหาลัย อยู่ที่คันไซ

ช่วงนั้น เวลาที่ฉันเข้าเกม A มักจะมาคุยกับฉันเสมอ

อย่างตอนที่มีปาร์ตี้ล่ามอนสเตอร์กับคนในกิลด์ A ที่อยู่ปาร์ตี้เดียวกันจะคุยกันก็ไม่แแปลก แต่บางครั้งที่ A ไปตีมอนสเตอร์คนเดียว ก็ยังทักแชทส่วนตัวมาคุยกับฉัน

"OO(ชื่อฉัน) ดีค้าบ (´・ω・`)"

"ทำไรอยู่? ถ้าอยู่คนเดียวไปขอไปหานะ (´・ω・`)"

"หรืออยู่กับใคร? (´・ω・`)"

ข้อความคุยส่วนตัวจาก A จะมีอีโมจิ (´・ω・`) ลงท้ายเสมอ

ช่วงแรกๆ ฉันก็ตอบเร็วอยู่ แต่มีครั้งหนึ่งที่ฉันติดตีมอนสเตอร์มือเป็นระวิงอยู่กับเพื่อนอีกคนจึงไม่มีเวลาตอบเขา 

ใจก็คิดอยู่ว่าโทษทีนะ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะตอบ

ไม่ถึง 1 นาทีก็มีข้อความขึ้นมาในช่องแชททั่วไป (ทุกคนในแมพนั้นจะมองเห็น) ว่า

"(´・ω・`)"

A ที่ตอนแรกอยู่แมพอื่นโผล่มาอยู่ข้างๆฉัน

พอฉันขอโทษที่ไม่ได้ตอบข้อความในแชทส่วนตัวเพราะติดตีมอนสเตอร์อยู่ เขาก็ตอบว่า

"ช่างเถอะ เวลาOOอยู่กับคนอื่นคงสนุกว่าอยู่กับผมสินะ (´・ω・`)"

แล้วก็ล็อกเอาท์ออกไปเลย

ฉันอึ้ง เพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนนั้นก็ทำตัวไม่ถูกไปเลยเหมือนกัน


ตอนนั้น ฉันเริ่มสะกิดใจว่าท่าทางของ A ที่มีต่อฉันมันผิดปกติ

ตั้งแต่วันนั้น พอฉันล็อกอินเข้าเกมปุ๊บ A ก็จะทักแชทส่วนตัวมาหาฉันปั๊บ

"(´・ω・`)"


ในเกมจะมีระบบเพิ่มเพื่อน ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้ว พออีกฝ่ายเข้าเกมมา ไฟข้างหน้าชื่อในลิสต์รายชื่อเพื่อนจะสว่างขึ้นมาและถ้าใช้คำสั่งค้นหาก็จะรู้ด้วยว่าเพื่อนคนนั้นอยู่ตรงไหนของแมพอะไร

A ใช้ระบบนี้จับตาดูว่าฉันเข้าเกมตอนไหนและอยู่ที่ไหน

ฉันเริ่มกลัวพฤติกรรมของ A จนตัดสินใจว่าจะไม่เข้าเกมสักพัก


คราวนี้เลยกลายเป็นว่า A ส่งเมล์เข้ามือถือฉันทุกวัน

"ทำไมช่วงนี้ไม่เข้าเกมเลยล่ะ (´・ω・`)"

"OO ไม่อยู่แล้วเหงาจัง (´・ω・`)"

"หรือว่าไม่ชอบผมแล้วเหรอ ทั้งที่ผมชอบเธอมากแท้ๆ (´・ω・`)"


ตอนแรกฉันก็ตอบๆไปบ้าง แต่ยังไงฉันก็มีชีวิตเป็นของตัวเองเหมือนกันนะ

A เป็นเด็กมหาลัย ส่วนฉันทำงานแล้ว

การทำเขาส่งเมล์มาตลอดเวลาทั้งตอนที่ฉันกำลังทำงาน ตอนพัก หรือแม้แต่ตอนกลางดึก ทำให้ฉันรำคาญมาก ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจเมล์ไปบอกเขาว่า

"เวลาที่ฉันเล่นเกม ฉันอยากเล่นให้สนุกกับเพื่อนๆ ทุกคน ฉันไม่ได้คิดอะไรกับ A เป็นพิเศษเลย แล้วก็ตอนกลางคืนอย่าส่งเมล์มาหาได้มั้ย มันรบกวนฉันนะ"

A ตอบมาว่า


"(´・ω・`)"


คำตอบเดิมๆ ฉันไม่ไหวแล้วนะ

หลังจากนั้นฉันก็ไม่ตอบเมล์จาก A อีก เกมก็แทบไม่ได้ล็อกอินเข้าไปอีกเลย


หลังจากฉันไม่ได้เข้าเกมมาประมาณ 3 อาทิตย์ ก็มีเมล์จากเพื่อนในกิลด์ที่สนิทกันส่งมาหาฉัน

"หมู่นี้ไม่เห็นเข้าเกมเลย ยุ่งอยู่เหรอ?

เพื่อนๆเหงานะ นานๆทีก็เข้ามาบ้างสิ ^^

จะว่าไป A ก็เพิ่งลาออกจากมหาลัย หมู่นี้เหมือนจะยุ่งๆเลยไม่ได้เข้าเกมเลยล่ะ~"

A ลาออกจากมหาวิทยาลัย

ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา แต่ฉันก็ได้แค่เมล์ตอบไปว่า "ถ้าว่างแล้วจะเข้าไปนะ" แล้วก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย


ตอนนั้นฉันเป็นครูในโรงเรียนฝึกอบรมและสอบรับใบรับรองวุฒิแห่งหนึ่ง หลักๆแล้วจะสอนคอร์สทดลองเรียนฟรี

วันหนึ่งที่โรงเรียนเราเปิดคอร์สทดลองเรียน หลังจบคอร์สก็ขอให้ผู้เรียนทำแบบสอบถามทางออนไลน์ เป็นแบบสอบถามง่ายๆ ให้ผู้เรียนระบุชื่อ ที่อยู่ บอกความคิดเห็นต่อคอร์สเรียนและครูผู้สอน


หลังจากผู้เรียนตอบแบบสอบถามแล้ว ฉันต้องนำข้อมูลในนั้นมาสรุปต่อ วันนั้นฉันก็กำลังไล่อ่านความเห็นจากผู้เรียนแบบคร่าวๆ เหมือนที่เคยทำมา

แล้วสายตาฉันก็ถูกตรึงไว้ที่หน้าจอ มือที่กำลังเลื่อนเมาส์หยุดนิ่งอยู่ที่แบบสอบถามฉบับหนึ่ง...


ความคิดเห็นเกี่ยวกับคอร์สเรียน : (´・ω・`)

ความคิดเห็นเกี่ยวกับครูผู้สอน : (´・ω・`)

ชื่อ : (ชื่อในเกมของ A)

ที่อยู่ : คันไซ


ฉันขนลุกซู่ทั้งตัว A อยู่ในกลุ่มคนที่มาเรียนด้วย

จะว่าไปตอนที่ A (น่าจะ) ยังปกติอยู่ ฉันเคยบอกข้อมูลส่วนตัวให้เขาไปแบบไม่คิดอะไรว่า "ฉันอยู่เมืองที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด ทำงานอยู่โรงเรียนสอนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่หน้าสถานี"


วันนั้นฉันกลัวจนรีบออกจากโรงเรียนแล้วบึ่งไปบ้านเกิดที่อยู่ห่างไปเกือบ 200 กิโล แทนที่จะกลับบ้านตัวเอง

โชคดีจริงๆที่วันถัดมาเป็นวันหยุด


ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนสนิทบางคนในกิลด์ฟัง แล้วก็เลิกเล่นเกมนั้นไปเลย

ฉันได้ข่าวจากเพื่อนในกิลด์บอกว่า ล่าสุด A ได้ขึ้นไปหางานที่ฮอกไกโด

ฉันจึงเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ทันทีและลาออกจากงาน ออกจากฮอกไกโดไปแต่งงาน


จริงๆ ฉันก็มีส่วนผิดเหมือนกันที่ตอนนั้นเผลอบอกข้อมูลส่วนตัวของตัวเองไป แต่การที่คนคนหนึ่งจะทำขนาดนี้กับที่แค่รู้จักกันในเกม ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันจริงๆด้วยซ้ำก็น่ากลัวสุดๆ


พอมาเขียนเล่าแบบนี้ก็อาจจะดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่ความขนลุกตอนที่เห็นแบบสอบถามอันนั้น จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังลืมไม่ลงเลย

แล้วก็พาลกลัวอิโมจิ (´・ω・`) ไปด้วย


ฉันจะไม่เล่นเกมออนไลน์อีกแล้ว

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 8

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

Part 8 มีเรื่องเดียว เป็นเรื่องยาวหน่อยนะ

✱✱✱✱✱✱✱

ประสบการณ์ระทึกจากไลฟ์แชท

(ที่มา : https://the-mystery.org/scary_story/live_chat_no_kyouhu_taiken/)


เมื่อหลายปีก่อน ฉันออกจากบ้านนอกไปอยู่อพาร์ทเมนท์คนเดียวที่เมืองฮะชิโอจิ


ฉันเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสตรี พร้อมกับทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารครอบครัวใกล้ๆ ที่พักไปด้วยโดยไม่ได้เข้าชมรมใดอะไรที่มหาลัย

ร้านอาหารให้ค่าจ้างงานพาร์ทไทม์ชั่วโมงละ 900 เยน พ่อแม่ส่งเงินให้เป็นค่าที่พักเดือนละ 5 หมื่นเยน ค่ากินค่าอยู่อีก 2 หมื่นเยน แปลว่าพ่อแม่ต้องส่งเงินให้ฉันเดือนละตั้ง 7 หมื่นเยน

ดังนั้น ถ้าอยากมีเงินไปเที่ยวเล่นฉันจึงต้องทำงานหาเอาเอง


เงินที่ได้จากงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารหลังเลิกเรียนก็ไม่ได้มากมายนัก แค่พอซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าได้บ้าง หรือไปจ่ายค่าดื่มสังสรรค์กับเพื่อนนิดๆ หน่อยๆ ก็หมดแล้ว

ตอนที่ฉันคิดอยู่ว่าถ้ามีงานพาร์ทไทม์ที่ไม่ใช้เวลานานแต่ได้เงินเยอะๆ ก็ดีสิอยู่นั้น ฉันก็ได้ใบปลิวรับสมัครคนทำงานร้านนั่งดื่มจากพี่ผู้ชายที่ยืนแจกทิชชู่อยู่หน้าสถานีฮะจิโอชิ

ฉันไม่ใช่คนสวยสะดุดตา แถมยังคุยกับคนอื่นไม่เก่ง คงไม่เหมาะกับร้านนั่งดื่ม จริงๆพวกงานในสถานที่อโคจรเนี่ย ฉันไม่อยากทำหรอก ต่อให้เป็นแค่งานพาร์ทไทม์ก็ตาม

แต่ด้านล่างของใบปลิวรับสมัครงานร้านนั่งดื่มมีอีกข้อความเขียนไว้ว่า

"งานนี้คนพูดไม่เก่งก็ทำได้☆"

แล้วก็มีคิวอาร์โค้ดกับลิงค์แปะไว้ข้างๆ


พอกลับถึงบ้านฉันก็เปิดคอมเข้าเว็บนั้นดู มันเป็นเว็บรับสมัครคนทำไลฟ์แชท

ไลฟ์แชท (Live Chat) ในที่นี้คือการให้ผู้หญิงเปิดไลฟ์สดให้สมาชิกของเว็บดู

ในไลฟ์แชทมีทั้งคนที่โชว์หน้าจริงและคนที่ปกปิดหน้าตัวเอง คนที่แต่งตัววาบหวิวก็มี คนที่แต่งตัวธรรมดาก็มี คนที่คุยเรื่อง 18+ หรือยอมถอดเสื้อผ้าก็มี แต่คนที่ไม่ทำแบบนั้นก็มี

การสมัครเป็นสมาชิกเว็บต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป กฎในการไลฟ์จึงบอกว่าจะถอดจะใส่เสื้อผ้ายังไงก็ได้ แต่ห้ามให้เห็นของสงวน

สมาชิกเว็บเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย ระบบของเว็บคือสมาชิกต้องใช้เงินจริงซื้อพอยน์ และจะดูไลฟ์ได้ตามจำนวนพอยน์ที่มี  เงินที่สมาชิกจ่ายซื้อพอยน์จะถูกแบ่งเปอร์เซ็นต์มาให้ผู้หญิงที่ทำไลฟ์แชท


ฉันสมัครทำไลฟ์แชททันที คอมฉันมีกล้องอยู่แล้ว จึงเริ่มทำได้เลย

ตอนนั้นฉันคิดว่าคงไม่มีใครรู้ตัวจริงของฉันหรอก แต่เพื่อความชัวร์ ฉันจึงใส่วิกผมด้วยระหว่างไลฟ์


พอเริ่มไลฟ์ก็มีคนเข้ามาดูทันที

มีคนรีเควสต์ว่า "ช่วยตัวเองให้ดูหน่อย" "ถอดเลยๆ" แต่ฉันไม่สนแล้วก็คุยต่อไปเรื่อยๆ

พวกหื่นๆ จึงเข้ามาแล้วก็ออกไปทันที แต่คนที่แค่อยากคุยจริงๆ ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ การคุยกับคนแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกันนะ

น่าแปลกเหมือนกันที่พอคุยผ่านกล้องฉันกลับพูดได้อย่างลื่นไหล ฉันไลฟ์แบบปกปิดตัวจริงของตัวเองพร้อมกับสะสมเงินจากพอยน์ได้ทีละเล็กละน้อย


ผ่านไป 1 เดือนฉันได้เงินจากงานนี้กว่า 5 หมื่นเยน

เลิกเรียนก็ไปทำงานที่ร้านอาหาร เลิกงานกลับบ้านก็มาทำไลฟ์แชทต่อ

แค่คุยกับคนอื่นทางไลฟ์แชท สถานที่คือห้องตัวเอง ทำซักอาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละไม่กี่ชั่วโมง ก็ได้ตั้งเดือนละ 5 หมื่นเยน จริงๆก็เป็นงานที่สบายดีเหมือนกัน


แล้วฉันก็เริ่มมีคนดูขาประจำของตัวเอง

พอฉันล็อกอินเข้าไปก็จะมีขาประจำที่เข้ามาดูทุกครั้งประมาณ 4 คน

พวกเขาเป็นพวกอยากหาเพื่อนคุยเพลินๆ มากกว่าคุยหื่นๆ ประมาณว่า "คุยกันไป สบายๆ"

ด้วยความที่ฉันเป็นคนบ้านนอก จึงเผลอหลุดภาษาแถวบ้านอยู่เรื่อย แต่เหมือนพวกขาประจำเขาจะชอบกันนะ

คนดูขาประจำฉันน่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะเขาพร้อมจ่ายเงินหลายพันเยนซื้อพอยน์เพื่อเข้ามาคุยกับผู้หญิงแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง

การไลฟ์แชท มีทั้งแบบส่งข้อความและไลฟ์คุยกัน คนที่ฉันแชทด้วยก็มีทั้งแบบโอเพ่นแชท (คนอื่นเข้ามาคุยด้วยได้) และไพรเวทแชท (คุยแบบสองต่อสอง)


ผ่านไป 2 เดือน ฉันก็เปิดใจให้คุณขาประจำมากขึ้น

ตอนแรกๆ ฉันพยายามไม่เปิดเผยตัวจริง แต่พอเวลาผ่านไป เวลาโดนถามข้อมูลส่วนตัว ฉันก็เริ่มตอบให้บ้าง

อย่างเช่น "อยู่มหาลัยสตรี อายุ OO" "ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารครอบครัว" "อยู่ทางตะวันตกของโตเกียว"


หลังจากเริ่มทำไลฟ์แชทได้ประมาณครึ่งปี ฉันก็มีแฟนคนแรก

ฉันรู้จักเขาผ่านทางเพื่อนของฉัน เราเคยไปเที่ยวเล่นด้วยกัน 2-3 ครั้ง หลังจากรู้จักกันได้ 1 เดือน เขาก็สารภาพรักกับฉัน

เมื่อฉันมีแฟน จึงตั้งใจว่าจะเลิกทำไลฟ์แชท ฉันเข้าไปอัพเดทโปรไฟล์ตัวเองว่า "สิ้นเดือนนี้จะเลิกไลฟ์แล้ว"

ขาประจำของฉัน พอรู้ข่าวก็ต่างเข้ามาบอกลา

"ที่ผ่านมาสนุกมาเลย" "จะไม่ได้คุยด้วยแล้ว เหงาจัง" บอกตามตรง ฉันดีใจนะ

หลังจบไลฟ์ก็ยังมีแมสเสจมาให้กำลังใจว่า "โชคดีนะ! เรื่องเรียนก็สู้ๆล่ะ!" 

ถึงจะเป็นแค่รู้จักกันในไลฟ์แชท แต่ฉันก็ใจหายอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน


วันต่อมาฉันก็ล็อกอินเข้าไปอีก

พอเข้าไปปุ๊บก็มีคนขอคุยไพรเวทแชทกับฉันทันที เขาคือคุณ S ที่เป็นคนดูขาประจำของฉัน

ที่ผ่านมาคุณ S จะคุยกับฉันทางไพรเวทแชทเท่านั้น ดูเหมือนเขาจะเน้นเรื่อง "ได้คุยกันสองต่อสอง" เป็นหลัก

ตอนนั้นฉันไม่ได้สะกิดใจอะไร แค่คิดว่า "พอเราล็อกอินก็เข้าห้องมาเลย หรือว่าจะรออยู่นะ"

พอฉันกดปุ่มเริ่มคุย คุณ S ก็โพล่งขึ้นมาทันทีว่า "Oจัง จะเลิกไลฟ์แล้วเหรอ"

"อื้ม คือมันมีอะไรหลายๆอย่างน่ะ แหะๆ"

พอฉันตอบกำกวมไปแบบนั้น เขาก็เริ่มคาดคั้นว่า "อะไรหลายๆ นี่คืออะไร?"

"ก็เรื่องเรื่องเรียนด้วย งานพาร์ทไทม์ด้วย หลายๆอย่างเลยอ่า"

"ตอบให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยสิ"

"เข้ากะเยอะขึ้น เรียนหนักขึ้นด้วย"

"ไลฟ์แค่ตอนกลางคืนก็ได้นี่?"

"ตอนกลางคืนต้องอ่านหนังสือ... ขอโทษน้า"

"ต้องอ่านขนาดนั้นทุกวันเลยเหรอ? อ่านจนหาเวลาไลฟ์ไม่ได้เลยเหรอ?"

"อือ... จะสอบเอาวุฒิด้วยอ่า..."

"เสาร์อาทิตย์ล่ะ? ตอนกลางวันก็น่าจะได้นี่?"

"วันหยุดเราว่าจะไปเรียนขับรถ..."


คุณ S ตื้อกว่าที่คิด

ฉันโกหกตอบเขาไปเรื่อยๆ ในใจก็คิดว่า "ตื้ออยู่ได้ น่ารำคาญชะมัด"

ปกติคุณ S จะสุภาพกว่านี้ ฉันเลยแอบห่วงว่า "หรือเขามีเรื่องอะไรอยู่นะ"

"เรียนขับรถ? ที่ไหน? ฮาชิโอจิใช่มั้ย? โรงเรียนOOรึเปล่า?"

"งืมๆ จะใช่มั้ยน้า"

"หาเงินจากที่นี่ไปสอบเอาใบขับขี่รึไง"

"ไม่ใช่ซะหน่อย"

"ใช่มั้ยล่ะ!!!"

จู่ๆเขาก็ตะคอกฉัน ฉันตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น

"จะเอาเงินที่สูบจากกูไปขอใบชับขี่เหรอ!"

"เอ๊ะ!? เอ๊ะ!?"

"มึงคิดว่ากูจ่างเงินไปเท่าไหร่แล้ว!! หา!! มึงน่ะ..."

ตึ้ง!

เสียงถูกตัดไป ไม่หรอก ฉันนี่แหละตัดเองด้วยการเตะเขาออกจากห้องแชท

หลังจากที่เขาไปแล้ว ใจฉันยังเต้นโครมครามไปอีกพักใหญ่


ผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที คุณ S ส่งข้อความมาหาฉันว่า

"ขอโทษที่เมื่อกี้ตะคอกใส่ อารมณ์ขึ้นไปหน่อย พอรู้ว่า Oจังที่ผมชอบที่สุดจะไม่อยู่แล้ว ใจมันก็หวั่นๆน่ะ

อย่าเกลียดผมเลยนะ ขอโทษที่พูดไม่ดีกับเธอ ขอโทษนะ ไว้มาคุยกันอีกนะ"

ฉันเลยตอบไปว่า

"เราก็ขอโทษด้วยที่ตกใจเลยเผลอเตะออกจากห้อง

วันนี้ขอออกก่อนนะ จนกว่าจะสิ้นเดือนเราจะเข้ามาบ้าง ถ้าเจอก็มาคุยกันนะ"

แล้ววันนั้นฉันก็ล็อกเอาท์ออกไป


วันต่อมาฉันไม่ได้เข้าแชท ผ่านไป 2 วัน หลังเลิกงานพาร์ทไทม์ ฉันถึงได้ล็อกอินเข้าไป

พอเข้าไปคุณ S ก็ขอแชทกับฉันทันที แน่นอนว่าเป็นไพรเวทแชท

"Oจัง เมื่อวันก่อนขอโทษนะ"

สิ่งแรกที่เขาทำคือขอโทษฉัน

"555+ ไม่เป็นไร ตอนนั้นเราก็พูดไม่ค่อยเคลียร์ด้วย"

ฉันตอบไปอย่างงั้นแหละ ใจจริงไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก

"แต่ว่า Oจัง จะเลิกจริงๆสินะ"

"อื้ม ไม่เปลี่ยนใจแล้วล่ะ"

"เรียนขับรถก็สู้ๆนะ"

"ขอบคุณน้า"

"อยู่ฮะจิโอชิ งั้นก็เรียนที่ OOO Driving School?"

"งืม~ แง่มๆ"

"โรงเรียนสอนขับรถOO? XX Driving college?"

"หุๆ จะใช่มั้ยน้า"

อีตานี่ไปสืบมาด้วยเหรอ... พอฉันเลี่ยงที่จะไม่ตอบ เขาก็

"ผมคุยกับ Oจังที่นี่มาครึ่งปี ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าได้เงินประมาณเดือนละ 5 หมื่นเยนใช่ป่ะ 5 หมื่น คูณ 6 เดือน ก็เป็น 3 แสนเยนเนอะ

Oจังเป็นผู้หญิง เพราะงั้นรถก็น่าจะเป็นพวกมอเตอร์ไซค์

โรงเรียนที่มีสอนขับมอเตอร์ไซค์ ค่าเรียนประมาณ 3 แสนเยน ก็ต้องเป็น OOO Driving School? ใช่มะ?"

ฉันไปต่อไม่ถูกเลย


จำได้ว่าก่อนหน้านี้นานแล้ว ฉันโดนถามว่าได้เงินจากไลฟ์แชทเดือนละเท่าไหร่ ฉันก็ตอบไป แต่ไม่คิดเลยว่าจะเอาไปสืบมาได้ขาดนี้

"ถามไปก็ไม่บอกหรอกจ้า~"

"อ่อ ผมทายถูกใช่มั้ย? แทงใจเลยล่ะสิ?"

"ก็ไม่รู้สิน้า~? โทษทีนะ วันนี้พอแค่นี้เนาะ"

"ผมทายถูกเลยจะหนีเหรอ? ใช่มั้ยล่ะ?"

คุณ S ยังพูดอยู่ แต่ฉันออกจากห้องแชททันที

คุณ S ที่เคยคุยด้วยดีๆมาตลอด กลายเป็นสโตกเกอร์ในสายตาฉันไปแล้ว

ตอนแรกที่ตั้งใจว่าสิ้นเดือนจะเลิก ขอเลื่อนให้เร็วขึ้นดีกว่า

ฉันเข้าไปเช็คกล่องข้อความก่อนจะล๊อกเอาท์ ปรากฏว่าคุณ S ส่งข้อความมา

"OOO Driving School ได้รีวิวดีอยู่นะ ^^ ผมก็ไปเรียนมั่งดีมั้ยน้า 55"


ฉันเคยโดนเขาถามว่า "เรียนอยู่แถวไหน" "บ้านเกิดอยู่ที่ไหน"

ด้วยความที่เป็นไพรเวทแชท รู้กันแค่สองคน แถมปกติเขาก็เป็นคนสุภาพ มีเรื่องชวนคุยมากมาย ฉันลดความระแวงลงและตอบไปว่า "เรียนที่ฮะจิโอชิ" "อยู่จังหวัดOO"

ถึงจะไม่ได้บอกชื่อมหาลัยหรือที่อยู่แบบชัดเจนไปก็เถอะ แต่ฉันก็เริ่มกังวลขึ้นมาว่าเขาอาจจะรู้ตัวจริงของฉันแล้ว แม้อีกใจจะแย้งว่าเป็นไปไม่ได้หรอกก็ตาม

ที่จริงฉันก็อยากปรึกษาแฟน แต่ก็ไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันทำไลฟ์แชท

ตั้งแต่วันนั้นฉันจึงไม่เข้าไปในไลฟ์แชทอีก


เรื่องในคืนนั้นทำให้ฉันกลัวๆอยู่ แต่พอผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมเพราะความดี๊ด๊าที่ได้ไปเดทกับแฟนเข้ามาแทนที่

มานึกได้อีกทีตอนไปอัพเดทสมุดบัญชีช่วงปลายเดือน มีเงินจากเว็บไลฟ์แชทโอนเข้ามา ฉันถึงนึกได้ว่าสิ้นเดือนนี้จะเลิกไลฟ์แล้ว

ฉันเลยกะจะล็อกอินเข้าไปเคลียร์ข้อมูลต่างๆก่อนยกเลิกแอคเคาท์ แล้วฉันก็ต้องอึ้ง

"ข้อความใหม่ 100 ข้อความ"

มีแจ้งเตือนขึ้นมาแบบนั้น

ระบบของไลฟ์แชทจำกัดจำนวนข้อความใน Inbox ไว้ที่ 100 ข้อความ

ปริมาณข้อความเกินกว่าที่ Inbox รองรับได้ทั้งหมดมาจากคุณ S

"Oจัง! เมื่อไหร่จะเข้ามา?"

"Oจัง จะสิ้นเดือนแล้วนะ ^^"

"Oจัง? วันนี้ก็ไม่มาเหรอ"

"Oจัง! หรือว่าวันนี้ไปเรียนขับรถ?"

"Oจัง~ มีแผนจะเข้ามาวันไหนก็บอกด้วยน้า"

"Oจัง ทำอะไรอยู่?"

"Oจัง เห็นข้อความรึเปล่า?"

"Oจัง หนีเหรอ?"

"หนีเหรอ?"

"จะเลิกตอนสิ้นเดือนไม่ใช่เหรอ?"

"ไม่เข้ามาเหรอ?"

"หนีเหรอ?"

"อย่าหนีนะ"

"หนีเหรอ?"

"คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ"

"ไม่ให้หนีหรอก"

เป็นข้อความแบบนี้ทั้ง 100 ข้อความ

ฉันกลัวจึงไม่ได้อ่านทั้งหมด แล้วรีบไปเคลียร์ข้อมูลในแอคเคาท์แทน

คนคนนี้บ้าไปแล้ว

หนีคือหนีจากอะไร? แล้วไม่ให้หนีนี่หมายความว่าไง? ฉันทำอะไรลงไปเหรอ?

ฉันกังวลมาก ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตักๆชัดเจน 


จู่ๆ ฉันก็นึกถึงข่าวคดีสะกดรอยและฆาตกรรมหญิงสาวขึ้นมา

ผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวผู้หญิงตามสถานบริการ เกิดหลงรักหญิงสาวคนหนึ่งที่ให้บริการตนขึ้นมา

ขณะฝ่ายหญิงมองว่าทุกอย่างเป็นแค่งาน ไม่ได้มีความรู้สึกพิศวาสฝ่ายชายแต่อย่างใด

ด้วยความรู้สึกที่สวนทางกันจึงกลายเป็นคดีนองเลือดขึ้นมา

พอกลับมามองตัวเอง ก็จริงอยู่ว่าฉันได้เงินจากคุณ S แต่ฉันก็มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยพูดหรือทำอะไรที่ชวนให้เขาคิดว่าฉันมีใจให้อย่างแน่นอน

หรือฉันแค่มั่นใจไปเองอยู่ฝ่ายเดียว? หรือคุณ S หลงรักฉันซะแล้ว?

จิตใจปั่นป่วนจนคิดอะไรไม่ออก

ตั้งแต่วันนั้นฉันจึงปิดผ้าม่านมิดชิด คล้องโซ่ที่ประตู ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าทำไปก็เท่านั้นก็ตาม


แล้วฉันก็ผ่านช่วงสิ้นเดือนไปโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษ ฉันโล่งใจพลางคิดว่า "ก็แค่เป็นคนแปลกๆ สินะ"


แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น

ที่กระดานแจ้งข่าวของมหาลัย มีประกาศเตือนติดอยู่

"เตือนภัย เกิดเหตุนักศึกษาถูกบุคคลต้องสงสัยไล่ตาม

เมื่อวันที่ O เดือน O เวลาประมาณ O นาฬิกา มีนักศึกษาที่กลับจากเรียนขับรถถูกชายแปลกหน้า อายุประมาณ 40 -50 ปีเรียกและไล่ตาม

ขอให้นักศึกษาทุกคนระวังตัวและพกอุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือติดตัวไว้เสมอ

หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ใกล้เคียงหรือใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณ"


มหาลัยเราเป็นมหาลัยสตรี จึงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ

ตอนเข้าเรียนปีแรก นักศึกษาทุกคนจะได้รับแจกกอุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ถ้ามีนักศึกษาโดนคนแปลกหน้าตาม ก็จะติดประกาศเตือนไว้ที่กระดานข่าว

ช่วงที่หนักๆก็จะมีแจ้งเตือนถึง 5 เรื่องในสัปดาห์เดียว

ปกติฉันก็ไม่ได้สนใจประกาศเตือนมากนัก แต่ครั้งนี้มีการระบุสถานที่ว่าเป็น "โรงเรียนสอนขับรถ"

ความน่ากลัวของเสียงตะคอกตอนไลฟ์แชทและข้อความใน Inbox ที่ทะลุ 100 ข้อความหวนกลับเข้ามาในสมองฉันอีกครั้ง


ฉันรีบไปที่ฝ่ายบริหารกิจการนักศึกษาเพื่อถามเกี่ยวกับแจ้งเตือนนั่น

ฉันขอทราบชื่อนักศึกษาที่ประสบเหตุจากเจ้าหน้าที่ ตอนแรกเขาไม่ยอมบอก แต่พอฉันบอกว่า "ฉันอาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับคนร้ายก็ได้" เขาจึงยอมติดต่อนักศึกษาคนนั้นให้

นักศึกษาคนนั้นมาหาฉันที่ฝ่ายบริหารกิจการนักศึกษาในช่วงที่มีคาบว่าง เธอเป็นนักศึกษาคนละคณะกับฉัน

เธอคนนั้นไว้ผมยาวเลยไหล่ ทรงดูคล้ายๆกับวิกที่ฉันใส่ตอนไลฟ์แชท


เธอเล่าให้ฟังว่าผู้ชายคนนั้นเดินตามเธอตั้งแต่ออกจากโรงเรียนสอนขับรถไปจนถึงสถานีรถไฟ ตื้อถามนู่นถามนี่ไปตลอดทาง

"เรียนที่มหาลัย OO รึเปล่า?"

"มีเด็กมหาลัยเดียวกันคนอื่นมาเรียนขับรถที่นี่มั้ย?"

"หรืออาจจะไม่ใช่ที่นี่ก็ได้ แต่คนที่ผมตามหาอยู่เขาเรียนขับรถอยู่น่ะ"

"ผมยาวประมาณเธอนี่แหละ"

"อายุ OO เพราะงั้นก็น่าจะอยู่ปี O"

ฉันมั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นคือคุณ S แน่นอน และเขากำลังตามหาตัวฉันอยู่

"คือผมเห็นตรามหาลัยที่กระเป๋าเลยลองทักดูน่ะ

ไม่รู้ชื่อเขาหรอก แต่รู้ว่าทำงานพิศษที่ร้านอาหารครอบครัวละแวกนี้

ถ้าได้เห็นหน้าล่ะก็ ผมจำได้แน่"


ฉันเคยบอกคุณ S ไปว่า "เรียนอยู่มหาลัยสตรีแถวๆ ฮะจิโอชิ" "อายุจริงคือ OO ปี" "ทำงานพิเศษที่ร้านอาหารครอบครัว"

ย่านฮะจิโอชิมีมหาลัยสตรีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง

ถ้าดูอายุและสถานที่ทำงานพิเศษแล้วไล่หาไปเรื่อยๆ ยังไงซักวันก็คงสาวมาถึงตัวฉัน

ฉันบอกสาวผู้เคราะห์ร้ายไปว่าคนที่ผู้ชายคนนั้นตามหาอยู่อาจเป็นตัวฉันเอง

โดยปิดเรื่องที่ฉันทำไลฟ์แชทไว้ แล้วบอกแค่ว่ารู้จักกันทางแอพโซเชียลมีเดียแทน

และย้ำกับเธอว่าถ้าเจอผู้ชายคนนี้อีกให้รีบหนีทันที


หลังคุยจบ ฉันก็ไม่เข้าเรียนแต่นั่งแท็กซี่กลับห้อง

เก็บข้าวใส่กระเป๋า ล็อกประตูหน้าต่างทุกบานเพื่อไปค้างที่ห้องของแฟน

แฟนฉันขับมอเตอร์ไซค์มารับถึงอพาร์ทเมนต์ เห็นแล้วอุ่นใจขึ้นเยอะ

พอไปถึงห้องแฟน ฉันก็เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง เขานั่งฟังฉันเงียบๆ โชคดีที่เขาเข้าใจเรื่องไลฟ์แชทว่าไม่ใช่การคุยแนว 18+ เสมอไป จึงไม่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต

เขาขอร้องไม่ให้ฉันทำไลฟ์แชทอีก แน่นอนว่าฉันพยักหน้ารับปาก

ฉันพักที่ห้องแฟน ไปเรียน ไปทำงานพิเศษตามปกติ วันไหนกลับช้าแฟนก็จะมารับ

มีผู้ชายอยู่ด้วยก็เป็นที่พึ่งได้เยอะ แถมยังอุ่นใจดีด้วย


ผ่านไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ฉันก็มีเรื่องให้ต้องแวะกลับไปห้องตัวเอง

แฟนฉันตามไปด้วย แล้วก็ไปตอนกลางวัน เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่

ถึงจะแอบคิดอยู่ว่า "ถ้าเจออะไรแปลกๆ จะทำไงดี.." แต่สุดท้ายก็ไม่เจออะไรเป็นพิเศษ

ฉันเก็บพวกจดหมายที่ค้างอยู่ในตู้รับ แล้วกลับห้องแฟน

แล้วก็ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ ฉันก็ยังอยู่กับแฟน ไปเรียน ไปทำงานตามปกติ ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

ฉันคิดว่า "คุณ S คงเลิกตามหาฉันแลัวล่ะมั้ง~" และเริ่มลดความระวังตัวลง


หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ประมาณตอนเที่ยงๆ ฉันกลับห้องตัวเองไปเก็บจดหมายต่างๆ อีกครั้ง

รอบนี้แฟนไม่ได้มาด้วย ฉันนั่งรถไฟมาคนเดียว แล้วเดินต่อมาจนถึงอพาร์ทเมนต์

ในตู้รับมีจดหมายของฉันอยู่หลายฉบับ ส่วนใหญ่เป็นพวกจดหมายโฆษณาจากร้านเสริมสวย

แต่มีอยู่ฉบับหนึ่งที่เป็นจดหมายไม่ระบุชื่อผู้ส่ง

เมื่อก่อนผู้ดูแลอพาร์ทเมนต์เคยส่งจดหมายให้ฉันโดยไม่ได้ใส่ชื่อคนส่ง ฉันเลยคิดว่าฉบับนี้ก็คงมาจากผู้ดูแลเหมือนกันจึงเก็บใส่กระเป๋ามาด้วยแล้วเดินขึ้นไปที่ห้อง

จังหวะที่กำลังจะเปิดประตูฉันสะดุ้งเฮือกเพราะได้ยินเสียงซอกๆ แซ่กๆ ดังมากจากในห้อง

ฟังแล้วไม่ใช่เสียงเบาๆ เหมือนเสียงแมลงบิน แต่ดูมีความโครมครามเหมือนตัวอะไรบางอย่างกำลังหนีอย่างรีบร้อน


ฉันเคยให้กุญแจสำรองไว้กับพ่อแม่และแฟนเท่านั้น

แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้บอกว่าจะมาหา แฟนก็อยู่ระหว่างทำงานพาร์ทไทม์

ฉันจึงค่อยๆ ย่องกลับไปที่บันไดอย่างเงียบเชียบที่สุด แล้วก็รีบเผ่นหนีไปทันที


ฉันรีบวิ่งสุดแรงเกิดไปที่ป้อมตำรวจหน้าสถานีรถไฟแล้วเล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้ฟัง

ตอนนั้นมีคุณตำรวจอยู่ 2 คน ลุงตำรวจได้ฟังเรื่องแล้วก็รีบวิทยุเรียกกำลังเสริมทันที

ตำรวจให้ฉันรอที่ป้อม ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงก็มีรถตำรวจมารับฉันจากป้อมไปที่อพาร์ทเมนต์อีกครั้ง

ที่อพาร์ทเมนต์มีตำรวจอยู่หลายคน พอฉันลงจากรถ พวกเขาก็เล่าสถานการณ์ให้ฟัง

ไม่พบใครในห้อง แต่มีร่องรายการบุกรุกจากระเบียงเข้ามาทางหน้าต่าง

ตอนที่กำลังเสริมมาถึง คนร้ายก็หนีไปแล้ว เหลือแต่ห้องเปล่าๆ

แล้วตำรวจก็ให้ฉันเข้าไปเช็คในห้องว่ามีอะไรหายไปหรือไม่


กระเป๋าเงินและสมุดบัญชีฉันเก็บไว้ที่ห้องแฟน คนร้ายจึงไม่ได้เงินจากฉันไป

แต่คอมพิวเตอร์ในห้องฉันหายไป

ตู้เสื้อผ้าก็ถูกรื้อกระจุยกระจาย

เดรสวันพีชลายดอกที่ฉันใส่บ่อยๆ ตอนไลฟ์ถูกขโมยไป

คนร้ายคือ S แน่นอน

"เขาคงคิดว่าปลอดคนเลยบุกเข้ามา แต่ดันมาเจอจังหวะที่หนูกลับมาพอดีล่ะมั้ง"

คุณตำรวจว่าอย่างงั้น

S สืบจนรู้ที่อยู่ฉันแล้วแอบบุกเข้ามา ขโมยคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลส่วนตัวฉันอยู่มากมายไป แล้วก็เอาเสื้อผ้าไปด้วย

ฉันช็อคจนเข่าอ่อน ตำรวจจึงให้ฉันไปนั่งพักในรถ


ฉันกลับมาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่ป้อมตำรวจอีกครั้ง

ตั้งแต่ที่โดนตอแยผ่านทางโลกออนไลน์ ไปจนถึงเรื่องที่นักศึกษามหาลัยเดียวกันโดนชายแปลกหน้าไล่ตาม

สมองฉันยังสับสน แต่ก็พยายามเรียบเรียงให้ตำรวจเข้าใจมากที่สุด

ตอนแรกตำรวจก็ดูไม่ค่อยเชื่อ แต่คงเห็นสภาพฉันที่ดูตื่นกลัวมากๆ จึงยอมเชื่อ

พ่อกับแม่มารับ ฉันตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านตัวเองก่อนพักหนึ่ง

ฉันไม่อยากให้แฟนพลอยติดร่างแหโดนรังควานไปด้วย จึงรีบเก็บข้าวของกลับบ้านเกิดทันที


ทุกคนที่บ้านดีกับฉันมาก

ที่บ้านฉันโลว์เทคชนิดที่ไม่รู้จักทั้งไลฟ์แชทและสื่อโซเชียล ฉันจึงบอกแค่ว่ามีคนแปลกหน้าบุกเข้ามาในห้องตอนที่ไม่อยู่


หลังจากจัดการสัมภาระที่เอากลับมาเรียบร้อย ก็เจอซองจดหมายแบบยาวสีน้ำตาลอยู่ในกระเป๋า

เป็นซองที่ฉันเก็บมาจากตู้ที่อพาร์ทเมนต์วันที่เจอ S แอบเข้าห้อง หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นหลายอย่างจนลืมไปซะสนิท

ในซองเป็นกระดาษ 4A มีข้อความที่พิมพ์ออกมาจากปริ๊นเตอร์ว่า

"ถึง OOจัง

คิดถึง OOจังมาก เลยมาหา ^^

แต่เหมือนจะไม่อยู่ห้องมาพักนึงแล้ว ก็เลยขอเข้ามาเองซะเลย

ไว้จะมาใหม่นะ ถ้าครั้งหน้าได้เจอกันก็ดีสิ ^^

จาก S

ป.ล. ขอยืมคอมหน่อยนะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเอามาคืนแน่"


หลังจากนั้น ฉันก็ย้ายออกจากอพาร์ทเมนต์นั้น งานพิเศษก็เลิกทำไป และทำเรื่องขอดรอปเรียนครึ่งปี (ต้องซ้ำชั้น แต่หลังจากนั้นฉันก็กลับไปเรียนต่อนะ)

ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจละแวกอพาร์ทเมนต์มากขึ้น แต่ก็ยังจับตัว S ไม่ได้

หลังจากผ่านเรื่องนั้นมา ฉันก็ไม่กล้าออกไปอยู่คนเดียวอีกเลย ขนาดอยู่เฝ้าบ้านก็ยังกลัว

ยิ่งเวลาที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวก็ยิ่งกลัว

เวลาคุยโทรศัพท์ก็กลัวเสียงผู้ชาย ขนาดแชทกันทางเน็ตยังกลัว

ยังดีที่ฉันยังคบกับแฟนคนเดิมมาเรื่อยๆ จนเรียนจบและได้งานทำ


ขอโทษด้วยนะคะที่เรื่องค่อนข้างยาวแต่ไม่ค่อยน่ากลัว

แต่นี่ก็เป็นประสบการณ์ระทึกของฉันเอง

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 6

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

Part 6 มีเรื่องเดียว เป็นเรื่องยาวหน่อยนะ

✱✱✱✱✱✱✱

อ ย่ า ถ า ม อี ก

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/moukikanaidene/)


เวลาผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ผมมักโดนถามว่า

"นี่เรื่องจริงเหรอ โครตน่ากลัวเลย"

คงเป็นเพราะเรื่องนี้มันดูสมจริงกว่าเรื่องผีๆ สางๆ ละมั้ง

นี่เป็นเรื่องลึกลับที่ผมเจอมาเองกับตัว


เช้าวันหนึ่ง สมัย ป. 5 ผมเดินไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนที่อยู่ชั้นเดียวกันอีก 2 คน พวกเราบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน จึงเดินไปเรียนด้วยกันทุกวัน

เมื่อเดินไปได้ซักพัก ผมก็เห็นเด็กผู้หญิง 2 คนเดินอยู่ข้างหน้าพวกเรา

คนหนึ่งอยู่ห้องเดียวกับผม อีกคนอยู่ต่างห้อง

สายตาผมพุ่งไปที่เด็กคนที่อยู่ห้องเดียวกับผม

เพราะเธอคนนั้น "แต่งม่วงทั้งตัว"

"แต่งดำทั้งตัว" "แต่งขาวทั้งตัว" ก็เคยเห็นเคยได้ยินมาบ้าง แต่ "แต่งม่วงทั้งตัว" นี่เพิ่งเคยเจอ

ตั้งแต่เส้นผมบนหัว เสื้อผ้าไปยันรองเท้าเป็นสีม่วง เหมือนเอาเสื้อผ้าไปจุ่มในถังสีทาบ้านสีม่วงมายังไงยังงั้น

แถมปกติเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่พวกเพี้ยนหลุดโลก เป็นเด็กผู้หญิงนิสัยธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง

ถ้าเป็นตัวผมตามปกติ ผมคงเรียกเพื่อนที่มาด้วยกันให้ดูว่า "เฮ้ยๆ ดูนั่นดิ!!" แต่ตอนนั้นไม่รู้ทำไมผมถึงไม่พูด ไม่สิ พูดไม่ออกมากกว่า

ผมเองก็อยากจะเรียกเพื่อนให้ดู แต่ความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกเหมือนตอนถูกผีอำกดดันจนผมพูดไม่ออก

เพื่อนอีก 2 คนที่เดินมากับผมก็น่าจะเห็นเด็กผู้หญิงคนข้างหน้าเหมือนกัน แต่พวกเขากลับไม่ทักหรือชี้นิ้วไปที่เด็กสีม่วงคนนั้นเลย เอาแต่คุยเรื่องเกมกันอย่างเมามันส์เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ


จนกลุ่มของเราเดินไล่หลังเข้าไปใกล้คู่เด็กผู้หญิง 2 คนนั้น เพื่อนผมก็ยังไม่พูดอะไร นี่มันแแปลกๆ แล้วล่ะ

จังหวะที่ผมเดินแซงเด็ก 2 คนนั้น ผมเหลือบมองหน้าเด็กที่แต่งชุดม่วง สิ่งที่เห็นเล่นเอาผมแทบทรุด


ผิวหนังเธอเป็นสีม่วงสนิท หน้าสีม่วง แขนสีม่วง ขาสีม่วง ม่วงทั้งตัว

ผมแทบจะแหกปากร้องอยู่แล้ว แต่เด็กผู้หญิงสองคนนั้นกลับเอ่ยปากทักขึ้นมาก่อนว่า "สวัสดีจ้า"

"หวัดดี" เพื่อนผมตอบกลับ

มีแต่ผมที่ยิ้มตอบแบบเกร็งๆ

นี่มันแปลกเกินไปแล้ว ไม่มีใครทักเรื่องที่เธอเป็นสีม่วงทั้งตัวเลย

"เป็นไร ตกใจอะไรอ่ะ?" เพื่อนถามผมแบบงงๆ

หรือทุกคนรวมหัวกันอำผม แต่จะลงทุนทำขนาดนี้ไปเพื่ออะไรล่ะ

ตอนนั้นผมเริ่มสงสัยแล้วว่าหรือมีแค่ผมคนเดียวที่มองเห็น


เมื่อมาถึงห้องเรียน ผมก็ยิ่งแน่ใจนี่ไม่ใช่การหลอกกันเล่น

เพื่อนร่วมชั้นทุกคนพูดคุยกับเด็กคนนั้นตามปกติ ไม่มีใครทักเรื่องที่เธอเป็นสีม่วงทั้งตัวเลย

และที่ทำให้ผมแน่ใจที่สุดก็คือตอนเช็คชื่อก่อนเรียน

แม้แต่อาจารย์ประจำวิชาก็ไม่ทักอะไรเธอ ผมจึงมั่นใจว่ามีแค่ผมคนเดียวที่เห็นเธอเป็นสีม่วง


คำถามที่หาคำตอบไม่ได้วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดวัน ทั้งตอนเรียน ตอนกินข้าวกลางวัน ตอนพัก

ถ้าถามเพื่อนคนอื่นว่า "ทำไม่ยัยนั่นเป็นสีม่วง?" ผมก็อาจจะได้รู้อะไรบ้าง แต่ความหวาดหวั่นว่า "อย่าไปยุ่งกับเรื่องนี้ดีกว่า" ทำให้ผมพูดไม่ออก

แน่นอนว่าจะไปถามกับเจ้าตัวโดยตรงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่


วันนั้น ก่อนกลับบ้านเป็นชั่วโมงทำความสะอาด

นักเรียนถูกแบ่งกลุ่มให้ไปทำความสะอาดตามจุดต่างๆในโรงเรียน ผมโดนจัดให้ไปอยู่กลุ่มทำความสะอาดสวนหลังอาคารเรียนที่บรรยากาศค่อนข้างมืดสลัว

เด็กสีม่วงคนนั้นก็โดนจัดให้มาอยู่กลุ่มเดียวกับผม


เด็กผู้หญิงที่เป็นสีม่วงทั้งตัวใช้ไม้กวาดกวาดขยะอยู่ตรงหน้าผม รอบๆไม่มีเด็กคนอื่น ถ้าจะถามก็ต้องตอนนี้เท่านั้น

"นะ... นี่ ทำไม เอ่อ..."

ความกลัวทำให้ผมเลือกคำพูดไม่ถูก แม้แต่การเปล่งเสียงก็ยังทำไม่ได้ดั่งใจ

แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็แซงหน้าความกลัวไปได้ ผมเดินไปใกล้เธอและกลั้นใจถามออกไป

"ทำไมวันนี้เธอเป็นสีม่วงทั้งตัวล่ะ?"

พริบตานั้น เธอหันมาทางผม ไม่ใช่แค่หันหน้า แต่หันมาทั้งตัว แล้วก็


"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด"


เธอกรีดร้องสุดเสียงด้วยสีหน้าที่ไม่น่าเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งจะทำได้ ดวงตาเบิกโพลงจนแทบหลุดจากเบ้า อ้าปากกว้างจนเกือบฉีก

ผมก็แหกปากร้องลั่น โยนไม้กวาดทิ้งแล้วเผ่นกลับห้องเรียนทันที

ในที่สุด เสียกริ่งบอกเวลาหมดคาบทำความสะอาดก็ดังขึ้น ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะ แต่บอกตามตรง ผมจำไม่ได้เลยว่าตั้งแต่ที่ผมวิ่งกลับมาถึงห้องเรียนจนถึงตอนที่กริ่งดัง ผมทำอะไรไปบ้าง


หลังจบโฮมรูมก็ได้เวลากลับบ้าน วันนี้ผมอยากกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพื่อนที่ปกติจะกลับบ้านด้วยกันติดทำกิจกรรมชมรม วันนั้นผมจึงต้องกลับบ้านคนเดียว

ตอนที่ผมเดินออกจากบริเวณตู้เก็บรองเท้า ผมเห็นเด็กสีม่วงคนนั้นเดินเข้ามาในตึกพร้อมกับเพื่อนของเธออีก 2 คน

เธอคงอยู่ทำกิจกรรมชมรมต่อ จึงใส่ชุดพละเดินสวนทางกับผม

ผมวิ่งเหยาะๆสวนกลุ่มของเธอไป เพื่อไม่ให้ตัวเองสบตากับเธอ

แต่จังหวะที่เราเดินสวนกัน ผมได้ยินเสียงเบาๆว่า


"อ ย่ า ถ า ม อี ก"


มันไม่ใช่น้ำเสียงแบบคนปกติที่พูดว่า อย่าถามอีก แต่มันเป็นเสียงโมโนโทนราบเรียบ เหมือนเสียงหุ่นยนต์หรือไม่ก็มนุษย์ต่างดาว


"อ ย่ า ถ า ม อี ก"


ผมพุ่งออกจากอาคารเรียนทันที จำไม่ได้เลยว่าวันนั้นกลับถึงบ้านได้ยังไง


เมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็เล่นเกมอะไรไปเรี่อยเพื่อไม่ให้คิดถึงเรื่องนั้น จนกินข้าวเย็นเสร็จ ผมก็ยังพอสบายใจได้อยู่

แต่พอเข้านอน ความกลัวก็เข้าจู่โจมผมอีกครั้ง

"พรุ่งนี้ก็จะตัวม่วงมาอีกมั้ยนะ" ผมคิดและเริ่มรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน แต่ก็บอกพ่อแม่ไม่ได้

จิตใจผมอาจจะรับไม่ไหวไปแล้วก็ได้ วันนั้นผมหลับไปทั้งความรู้สึกหดหู่


วันต่อมา ผมไปโรงเรียนตามปกติ แล้วก็เจอเด็กผู้หญิงคนนั้นเดินอยู่กับเพื่อนเหมือนเมื่อวาน

วันนี้เธอกลับมาเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆแล้ว วินาทีนั้นผมรู้สึกโล่งใจจนน้ำตาไหลออกมาเอง

เพื่อนที่เดินไปโรงเรียนพร้อมผมต่างก็แปลกใจ ผมโดนพวกเขาแซวไปตลอดทาง แต่ด้วยความดีใจ น้ำตาผมจึงไม่หยุดไหลไปพักหนึ่ง

ตอนเดินแซงกลุ่มของเธอไป ผมแอบเหลือบมองหน้าเธอด้วยความกลัวอยู่หน่อยๆ สีผิวของเธอก็กลับมาเป็นปกติแล้วเหมือนกัน


"หวัดดี" "หวัดดี" แล้วเราก็พูดทักทายกันตามปกติ


จนถึงตอนเรียนจบ ผมก็ไม่ได้เห็นเธอคนนั้นเป็นสีม่วงทั้งตัวอีก และผมก็ไม่เคยถามเธอเกี่ยวกับเรื่องในวันนั้น

วันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ที่เธอบอกว่า อย่าถามอีก นั่นแปลว่าเธอก็รู้เรื่องที่ตัวเองกลายเป็นมนุษย์สีม่วงอยู่แล้วรึเปล่า...


เรื่องนี้กลายเป็นเหตุการณ์ฝังใจผม บางครั้งผมก็ฝันร้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

ผมต้องเยียวยาตัวเองจากเรื่องนนั้นอยู่นาน จนในที่สุดผมจิตใจผมก็พร้อมจะเล่าให้คนอื่นฟังได้ซะที


เด็กหญิงสีม่วงคนนั้น ผมได้ข่าวมาว่าตอนนี้เธอได้แต่งงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

แม้ว่าตอนนี้ เวลาผมเดินอยู่ในเมืองแล้วบังเอิญเจอคุณป้าที่ไปกัดสีผมแล้วย้อมเป็นสีม่วง ก็ยังทำเอาผมสะดุ้งอยู่ก็ตาม

แล้วก็ ตอนดูหนังเรื่อง X-MEN ที่มีตัวละครที่เป็นสีฟ้าทั้งตัวออกมา แค่ผมเห็นแวบแรก ความกลัวในวันนั้นก็ย้อนกลับมาจนผมต้องหยุดดูทันทีก็ตาม

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 5

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

✱✱✱✱✱✱✱

รถไฟไร้เสียง

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/muon_no_densha/)


วันหนึ่ง ตอนฉันอยู่ ม. ปลาย ฉันนั่งคุยกับแฟนอยู่ที่สถานีรถไฟ

ช่วงนั้นใกล้ปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเลย 1 ทุ่มไปแล้ว แต่ท้องฟ้าก็ยังสว่างอยู่

พวกฉันอยู่บ้านนอก จึงมีรถไฟมาแค่ชั่วโมงละขบวน คนขึ้นลงที่สถานีก็มีแค่ครั้งละคนสองคนเท่านั้นเอง


เลย 1 ทุ่มครึ่งไปแล้ว รถไฟเที่ยว 1 ทุ่มก็ออกไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแดง ฉันจึงชวนแฟนไปยืนรอรถกลับที่ชานชาลา

แล้วตอนนั้น พวกฉันก็เห็นแสงไฟจากในอุโมงค์

ปกติถ้ารถเที่ยว 1 ทุ่มออก ขบวนต่อไปจะเป็นเที่ยว 3 ทุ่มเลย เราสองคนจึงสงสัยว่า "นั่นรถอะไร" และจ้องมองไปที่ปากอุโมงค์


แล้วรถไฟสีเขียวไม่คุ้นตาก็แล่นออกมา

พื้นที่แถบที่ฉันอยู่ไม่มีรถไฟสีเขียว ฉันกับแฟนต่างแปลกใจและมองขบวนรถสีเขียวที่กำลังวิ่งเข้าเทียบชานชาลา

ทันใดนั้น แฟนฉันก็พูดด้วยน้ำเสียงตกใจว่า

"รถไฟนั่นไม่เห็นมีเสียงเลย"

พอแฟนบอก ฉันถึงได้รู้ตัว

รถขบวนนั้นไม่มีเสียงวิ่งฉึกฉักๆ มันเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบเข้ามาที่ชานชาลา

ความเร็วของมันเหมือนรถไฟทั่วไป แล้วก็เข้ามาจอดอย่างไร้เสียงตรงหน้าพวกเรา

ประตูรถเปิดออก คนขับที่นั่งอยู่ด้านในหันมาจ้องพวกเราด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง...

พอแฟนฉันบอกว่า "ไม่ขึ้นครับ" ประตูรถก็ปิดลงทันที แล้วรถเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ หลังจากหัวขบวนเคลื่อนออกไป สิ่งที่อยู่ในโบกี้ต่อมาทำเอาฉันขนลุก


มีคนหลายเพศหลายวัยอัดกันอยู่โบกี้หลังประมาณ 20 คน ทุกคนจ้องเขม็งมาที่พวกเรา


หลังจากนั้นเราทำยังไงกันต่อ ฉันเองก็จำไม่ค่อยได้


เมื่อวันก่อนฉันไปงานเลี้ยงรุ่นแล้วได้เจอแฟนที่อยู่ด้วยกันวันนั้นหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน ฉันเลยนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้และเอามาเขียนให้ได้อ่านกัน


✱✱✱✱✱✱✱

ผู้หญิงในภาพวิว

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/fuukeiga_no_naka_no_jyosei/)


ผมฟังเรื่องผีมาเยอะเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามีเรื่องวิญญาณเข้าสิงรูปภาพบ้างรึเปล่า


งานอดิเรกของคุณปู่ที่เกษียณแล้วคือการวาดภาพสีน้ำมัน

คุณปู่ไม่ได้เจาะจงวาดภาพแนวไหนเป็นพิเศษ ผลงานของคุณปู่มีทั้งภาพหน้าคน ภาพทิวทัศน์ในธรรมชาติ ภาพงานเทศกาลและอื่นๆ ภาพที่วาดเสร็จแล้ว คุณปู่จะเอามาประดับบ้านในบริเวณที่ห่างจากจุดที่นั่งวาดรูปอยู่เป็นประจำ

เมื่อไปบ้านคุณปู่ ผมก็จะได้เห็นผลงานใหม่ๆทุกครั้ง 

ตอนผมยังเด็ก มีงานของคุณปู่อยู่รูปหนึ่งที่ทำให้ผมกลัวมาก

ภาพนั้นเป็นภาพวิวธารน้ำเล็กๆ บนภูเขาเท่านั้นเอง

ระหว่างดงต้นไม้ มีลำธารใสสะอาดสูงประมาณข้อเท้าไหลริน มองผ่านๆ ก็เป็นภาพที่ดูแล้วสบายใจ

ปกติภาพวิวทิวทัศน์ที่คุณปู่วาด ปู่จะไม่วาดคนลงไปด้วย

แต่ภาพนั้นกลับมีร่างผู้หญิงถูกวาดไว้จางๆ ตรงต้นน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในภาพ

ผมก็เคยคิดว่าคุณปู่อาจจะวาดคนรู้จักของท่านไว้ในภาพนี้ก็ได้ แต่ด้วยความที่ผมรู้สึกกลัวผู้หญิงคนนี้อย่างบอกไม่ถูก ผมเลยไม่กล้าถามและเลี่ยงที่จะมองภาพนี้แทน


ตอนที่ผมอยู่ชั้นประถมและได้ไปค้างบ้านคุณปู่พร้อมกับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่โตกว่าพอสมควร ไม่รู้ตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ ผมเลยพูดกับเขาว่า

"ผมว่าผู้หญิงในภาพลำธารนั่นน่ากลัวมากเลย พี่ว่างั้นมั้ย?"

แต่เหมือนเขาจะนึกไม่ออกว่าภาพไหน ผมเลยพาเขาเดินไปดูภาพที่ว่านั่น

แต่พี่ดูภาพแล้วกลับบอกว่า

"ไหน ไม่เห็นมีเลย"

"ตรงนี้ไง รูปผู้หญิงเนี่ย" แล้วผมก็ชี้ให้พี่ดู

"อะไรของนายเนี่ย จะหลอกให้พี่กลัวรึไง" พี่กลับคิดว่าผมอำเขาเล่นซะงั้น


ตอนนั้นผมคิดว่าพี่จะอำผมกลับเลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนผมขึ้น ม. ปลาย ผมกลับมาดูภาพนั้นอีกครั้ง ปรากฏว่าผู้หญิงในภาพหายไปแล้ว


ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นผู้หญิงในรูป คือช่วงฤดูร้อน ตอนผมอยู่ ม. 3

จะว่าตอนเด็กผมตาฝาดก็ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นผมก็ดูอยู่ตั้งหลายครั้ง...


แม้แต่ตอนนี้ แค่นึกถึงผู้หญิงในภาพนั้น ผมก็ขนลุกอยู่หน่อยๆ เลย


✱✱✱✱✱✱✱

ระดับ 9

(ที่มา : https://the-mystery.org/dreadful_story/post-5330/)


เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผมอ่านเจอเรื่องหนึ่งจากคอลัมน์เรื่องเล่าจากผู้อ่านในวารสารส่งเสริมการศึกษา

ชื่อเรื่อง "วิธีทำให้คุณฝันร้ายได้ตามต้องการ" สะดุดตาผมมาก

วิธีการคือ

"ให้คุณตั้งจิตว่าอยากฝันร้ายพร้อมกับใช้เท้าย่ำบนหมอนไปด้วย เสร็จแล้วก็เข้านอนตามปกติได้เลย

จำนวนครั้งที่คุณย่ำหมอนคือระดับความน่ากลัวของความฝัน

ระดับ 1 หรือ 2 จะน่ากลัวประมาณบ้านผีสิงตามสวนสนุก ระดับ 7 ขึ้นไปคือความน่ากลัวของจริง

และฝันร้ายระดับสูงสุดคือระดับ 10"

ตอนนั้นผมกำลังจะเข้านอนพอดี พอเห็นว่าวิธีการก็ดูง่ายๆ ผมจึงลองทำดูบ้าง

จะลองระดับสูงสุดตั้งแต่ครั้งแรกก็คงจะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ ผมจึงย่ำหมอนไปแค่ 9 ครั้งแล้วก็นอนหลับไป


คืนนั้นผมฝันว่าผมกำลังดูแลคุณตาที่เสียไปนานแล้ว

ไม่รู้ทำไมในฝัน ตาถึงมานอนบนเตียงในห้องผม ที่แขนและจมูกของตามีท่อมากมายต่ออยู่

ผมรู้สึกไม่ค่อยดีนักเมื่อต้องอยู่กับตาแค่สองต่อสอง

ตอนที่อยู่กันพร้อมหน้าทั้งครอบครัว ตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี แต่พออยู่กับผมสองคนปุ๊บ ตาก็หน้าซีดเผือด จ้องเขม็งมาที่ผมและครางเสียงต่ำๆอยู่ในคอตลอดเวลา

ผมกลัวมาก วันหนึ่งในฝันผมจึงแกล้งทำเป็นเข้ามาดูแลตา แล้วแอบดึงท่อที่ต่ออยู่กับร่างของตาออกหนึ่งเส้น

ตาอาการแย่ลงทันที ครอบครัวคนอื่นๆ ก็รีบกรูกันเข้ามาในห้อง

ตาหน้าซีดเผือด ข่วนคอตัวเองและส่งเสียงครางเสียงฮือๆไม่หยุด

ผมตกใจว่าทำเรื่องใหญ่ไปซะแล้ว ตาอาจจะตาย และถ้ามีคนรู้ว่าผมทำอะไรลงไปล่ะก็แย่แน่

ผมจึงแกล้งทำเป็นตกอกตกใจไปด้วยและรีบเข้าไปดูอาการที่ข้างเตียงของตา

ตอนนั้นผมได้ยินชัดเจนว่าเสียงครางของตาพูดว่าอะไร

"เอ็งตาย... เอ็งตายยยย..."


แล้วผมก็ตื่น

นี่คือฝันร้ายระดับ 9 งั้นเหรอ ทำไมถึงเป็นฝันแบบนี้ล่ะ

เอาจริงๆ ตาก็เสียไปตั้งแต่ก่อนผมจะเกิดนิดหน่อย ไอ้เรื่องที่จะมานอนให้ลูกหลานดูแลในห้องผมนี่ดูยังไงก็แปลกๆ

แล้วก็ ตาไม่มีทางพูดอะไรแบบนั้นหรอก

ผมนึกย้อนถึงความฝันไปทีละจุดเพื่อให้ลืมความน่ากลัวของมัน แต่ว่า ใบหน้านั่น...

ไม่สิ ลืมๆมันไปดีกว่า ยังไงซะก็แค่ฝัน ไม่ใช่ความจริงซะหน่อย

แต่ผมกลับรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก เหมือนตัวเองยังไม่ลืมตาตื่นจากฝัน...

ผมเงยหน้าขึ้นมองเพดาน ใบหน้าซีดเผือดขนาดใหญ่ชนิดที่แค่ผมเอื้อมมือขึ้นไปก็สัมผัสได้ส่งเสียงตะโกนลั่น


"เอ็งตายยย! เอ็งตายยยยยยยยย!"


ใบหน้านั่นตามผมมาจากในฝัน

ผมกลัวจนหมดสติไป


เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้านั่นก็ไม่อยู่แล้ว

สรุปว่าผมฝันว่าตัวเองฝันร้าย พอตื่นขึ้นมาในฝันแล้วโล่งใจว่าเป็นแค่ฝัน หลังจากนั้นถึงเป็นฝันร้ายของจริง


หลังจากนั้น ผมก็ไม่กล้าเอาเท้าโดนหมอนไปหลายวัน

ถ้าระดับ 9 น่ากลัวขนาดนี้ ระดับ 10 จะสยองขนาดไหนกัน

แต่ผมก็ไม่กล้าลองอีกเลย ผมไม่อยากฝันเห็นอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ถึงจะยังคาใจอยู่บ้างก็ตาม


คอลัมน์เรื่องเล่าจากผู้อ่านในวารสารส่งเสริมการศึกษาเดือนต่อมา มีคนเขียนมาเล่าประสบการณ์ฝันร้ายด้วยวิธีนั้นด้วย

"ฉันลองสั่งให้ตัวเองฝันร้ายด้วยวิธีที่อ่านเจอในนี้เมื่อเดือนที่แล้ว ฉันไม่ค่อยชอบเรื่องสยองขวัญเท่าไหร่ เลยย่ำหมอนไปแค่ 8 ครั้ง

ฉันจำไม่ได้หรอกว่าวันนั้นฝันอะไร แต่พอตื่นขึ้นมาก็เจอหน้าคนซีดๆอันใหญ่มากอยู่ในห้อง"

ผมขนลุกที่มีคนฝันแบบเดียวกันอยู่ดัวย


ผมเคยลองเสิร์ชข้อมูลโดยใช้คีย์เวิร์ดประมาณว่า "เหยียบ หมอน ฝันร้าย ระดับ" แต่ก็ไม่เจอว่าเป็นวิธีทำให้ฝันร้ายเลย

ฝันร้ายระดับ 10 เป็นยังไง ใครก็ได้ช่วงลองแล้วมาเล่าให้ฟังทีเถอะ

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 4

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

✱✱✱✱✱✱✱

รายการโทรทัศน์จากอนาคต

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/mirai_kara_no_tv_housou/)


เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน สมัยที่ผมยังเป็นเด็กชั้นประถมต้น ผมได้เจอเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง

ตอนนั้นผมรอดูการ์ตูนที่จะเริ่มฉายตอน 5 โมงเย็น

หลังจากเพลงเปิดและโฆษณาจบ ผมคิดว่าในที่สุดการ์ตูนก็มาซะที แต่จู่ๆ หน้าจอก็กลายเป็นภาพซ่าๆ


สักพักก็มีภาพคล้ายๆ รายการข่าวขึ้นมา มีชายหญิงสองคนปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองแต่งตัวเหมือนคนจากโลกอนาคตแต่ก็ดูเป็นชุดหลอกเด็กยังไงก็ไม่รู้

"ที่จริงตอนนี้เป็นเวลาฉายการ์ตูน แต่เรามีเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทุกคนรับทราบ พวกเราเดินทางมาจากอนาคต ในยุคของเราเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นแล้ว! กรุณาช่วยอนาคตด้วยเถอะ!"

แล้วพวกเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาพูดต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนผมก็คิดตามประสาเด็กว่า "อะไรเนี่ย มารอตั้งแต่เพลงเปิดแล้วนะ เอาการ์ตูนมาซะทีเหอะน่า" พลางนั่งมองพวกเขาอ้อนวอนอย่างเอาเป็นเอาตายผ่านทางโทรทัศน์จอตู้


"...เพื่อเป็นหลักฐานว่าเรามาจากอนาคตจริงๆ เราจะบอกเรื่องญี่ปุ่นในอนาคตให้คุณรู้ เท่าที่เราสามารถพูดได้"

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดแฮะ

พวกเขาพูดอย่างจริงจังว่า

"เราไม่สามารถบอกเลขปีได้เพราะเกี่ยวข้องกับความลับของประเทศในอนาคต แต่ในวันข้างหน้า ญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากสงคราม ทำให้ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่พื้นที่เมืองมหาวิทยาลัยสึกุบะ จังหวัดอิบารากิ..."

หลังจากนั้นพวกเขาก็ขอให้เรา "ช่วยเปลี่ยนอนาคตให้ที" "ไม่มีเวลาแล้ว" ต่อไปอีกพักหนึ่ง


แล้วหน้าจอก็กลายเป็นภาพซ่าๆ อีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น End Credit ของการ์ตูนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ตอนนั้นแม่ที่อยู่ในครัวก็ออกมาดูผมบ้าง จึงไม่ใช่ว่าผมหลับแล้วฝันไปแน่นอน

ผมไปเปิดหนังสือพิมพ์เช็คผังรายการโทรทัศน์ ในนั้นก็ยังบอกว่าวันนี้ฉายการ์ตูนตามปกติ

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็ไปถามเพื่อน เพื่อนผมก็บอกว่า "วันนั้นก็มีการ์ตูนตามปกตินี่"


นี่แหละครับ ประสบการณ์แปลกประหลาดของผม


✱✱✱✱✱✱✱

จากตัวผมในอนาคต

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/post-3490/)


นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน


ตอนนั้นผมยังเป็นลูกคนเดียว พอกลับจากโรงเรียนอนุบาลก็เล่นเกมด้วยเครื่องฟามิคอมบ้าง เล่นคนเดียวที่สวนสาธารณะหน้าบ้านบ้าง

จนผมได้เจอพี่ชายคนหนึ่ง เขามักมาเล่นกับผมบ่อยๆ เวลาอยู่สวนสาธารณะ แต่ผมก็จำไม่ได้หรอกว่าเรารู้จักกันหรือเริ่มเล่นกันได้ยังไง

ถึงจะบอกว่าเป็นพี่ชาย แต่สำหรับผมในตอนนั้นแล้ว เรียกว่า "คุณน้า" น่าจะเหมาะกว่า อายุเขาน่าจะราวๆ 27-28 ปี

ภาพลักษณ์ของเขาค่อนข้างแปลก เขาไว้ผมยาวเหมือนผู้หญิง ใส่เสื้อผ้าเป็นแบบที่ผมไม่คุ้นตา หน้าตาก็ดูยังไงๆไม่รู้

แต่พี่เขาใจดีกับผมมาก เล่นบอลด้วยกันบ้าง สอนเทคนิคลับเวลาเล่นเกมให้บ้าง

อีกเรื่องที่ผมจำได้คือ เขามักพูดบ่อยๆว่า "ดูแลแม่ให้ดีนะ" กับ "ถ้ามีน้องแล้ว ต้องคอยดูน้องให้ดีๆ"


พอผมขึ้นชั้นประถม ผมจนมีเพื่อนใหม่หลายคน ผมก็ไม่ค่อยได้เจอพี่ชายคนนั้นอีก

จนตอนปิดเทอมฤดูร้อน ป.5 วันนั้นผมมีนัดออกไปเล่นกับเพื่อน แต่ผมต้องอยู่เฝ้าน้องสาวที่ตอนนั้นเพิ่งจะ 3 ขวบ อยากออกไปเล่นแต่ก็ไปไม่ได้

ผมคิดอยู่ว่าน่าเบื่อชะมัด แต่แล้วน้องสาวผมก็หลับกลางวันไป ผมจึงกะว่าระหว่างนี้จะออกไปเล่นแล้วรีบกลับ

แต่ทันทีที่ออกจากบ้าน ผมก็เห็นพี่ชายคนนั้นยืนโบกมือให้ผมอยู่ที่สวนสาธารณะหน้าบ้าน

เขาเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาแปลกๆ และยังไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย เมื่อเห็นผมจึงรู้ทันทีว่าเป็นเขา


ผมกับเขาคุยกันเรื่องทั่วๆไปว่า "ไม่ได้เจอกันนานนะ" "จะไปไหนเหรอ" แล้วพี่พูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"พี่เคยบอกไว้ใช่มั้ยว่าถ้ามีน้องแล้ว ต้องคอยดูน้องให้ดีๆ วันนี้อย่าเพิ่งออกไปเล่น รอวันที่แม่อยู่บ้านแล้วค่อยออกไปนะ"

ด้วยความที่ผมยังเด็ก ผมจึงยอมกลับบ้านไปดูน้องอย่างว่าง่าย

ผมกลับไปดูน้องที่นอนอยู่ที่โซฟา น้องสาวที่เมื่อครู่ยังดูแข็งแรงดีกลับเหงื่อท่วมตัว ชัดเจนว่าน้องมีไข้สูง

ผมรีบโทรไปบอกแม่ที่กำลังทำงานพาร์ทไทม์

แม่ที่ทำงานอยู่ไม่ไกลจากบ้านนักก็รีบกลับมาทันที ไม่ถึง 10 นาที เราสามคนก็พากันออกไปโรงพยาบาล

หมอบอกว่าถ้าปล่อยไว้นานอีกหน่อยน้องจะเป็นปอดบวมซึ่งอันตรายถึงชีวิต


หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอกับพี่ชายคนนั้นอีกเลย

ผมนึกเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพี่ชายคนนั้นเลย แต่ไม่นานมานี้ก็มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ


ผมรู้สึกว่าหน้าผมกับหน้าของพี่ชายคนนั้นดูคล้ายกันมาก


เป็นเรื่องแปลกที่ผมไม่มีวันลืมเลย


[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 3

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

✱✱✱✱✱✱✱

ผ้าพันคอสีขาว

(ที่มา : https://the-mystery.org/shinrei_chotto_yoi_hanashi/shiroi-muffler/)


สมัยก่อน ปู่ผมเป็นนักบิน

รูปถ่ายปู่สมัยหนุ่มๆ เป็นรูปปู่พันผ้าพันคอสีขาว เก๊กท่าซะเท่  แต่ก็เท่จริงๆนั่นแหละ

ผมเอกก็อยากเป็นคนขับเครื่องบินรบแบบปู่เหมือนกัน แต่คุณสมบัติไม่ให้ จึงลงเอยด้วยการเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องบินแทน

ตอนนั้น ปู่ที่แก่หงำเหงือกแล้วก็ยังให้กำลังใจผมว่า "ช่างเครื่องน่ะคือคนที่นักบินฝากชีวิตเอาไว้ เพราะงั้นต้องตั้งใจทำให้ดีๆนะ"


หลังจากที่ปู่เสียชีวิตไป เครื่องบินที่ผมได้รับผิดชอบการซ่อมบำรุงเป็นครั้งแรกก็เกิดขัดข้องกลางอากาศ

นักบินแจ้งมาว่า "คุมเครื่องไม่ได้" และต้องลงจอดฉุกเฉิน

แต่การคุมเครื่องลงจอดเป็นส่วนที่ยากที่สุด ผมก็ได้แต่ห่วงว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่ในที่สุด นักบินก็นำเครื่องลงจอดฉุกเฉินได้อย่างราบรื่น

หลังจากที่ได้ตรวจสอบเครื่อง ก็ไม่พบว่ามีจุดไหนที่ขัดข้องเสียหาย ขณะที่ผมกำลังแปลกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น นักบินก็เข้ามาพูดกับผมว่า

"หลังจากที่ฉันติดต่อไปว่าคุมเครื่องไม่ได้ ก็มีคนมาอยู่ข้างๆฉัน คนคนนั้นพันผ้าพันคอสีขาว ดูคล้ายนายมากเลย เขาบอกว่า 'ไม่เป็นไร เครื่องนี้หลานฉันดูเองกับมือ ลงจอดได้ปลอดภัยแน่นอน' "

พอได้ฟังแบบนั้น ผมจึงเอารูปปู่ที่ผมพกไว้กับตัวให้เข้าเขาดู

"ใช่ๆ คนนี้แหละ ปู่นายนี่สุดยอดเลยนะ"

เขาบอกอย่างงั้น


หลังจากนั้น ผมก็ได้รับความเชื่อถึอจากนักบินว่า "ถ้าเป็นเครื่องที่ช่างคนนั้นดูล่ะก็ ไม่มีทางตกแน่นอน"

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยังเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องบินมาจนถึงทุกวันนี้


✱✱✱✱✱✱✱

โทรศัพท์จากคนตาย

(ที่มา : https://the-mystery.org/shinrei_chotto_yoi_hanashi/nakunatta_hito_kara_no_denwa/)


เรื่องที่ว่าคนตายโทรศัพท์มาหาอาจจะมีอยู่จริงก็ได้


ตอนที่ลูกชายผมอยู่ ม. ต้น เขามีแผนจะปั่นจักรยานวนรอบภูมิภาคชิโกกุในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน

ผมอนุญาตให้ลูกไปโดยให้พกมือถือไปด้วยและบอกให้โทรมาทุกวัน...

หลังจากที่ลูกออกเดินทางไปได้หลายวัน ยายของเขาก็เสียชีวิต ลูกของผมรักยายมาก ผมกลัวว่าถ้าบอกไปลูกจะช็อคและหยุดเดินทางกลางคัน จึงตัดสินใจปิดเรื่องไว้จนกว่าเขาจะกลับมา


แล้วลูกชายผมก็ปั่นจักรยานวนรอบชิโกกุได้สำเร็จและกลับถึงบ้านในวันที่ 25 สิงหาคม


เมื่อกลับมาถึง ลูกผมก็เล่าให้ฟังว่า

"คุณยายโทรมาคุยด้วยทุกวัน เลยมีกำลังใจปั่นจนครบรอบ"

ยายที่ลูกพูดถึงย่อมหมายถึงยายที่เสียไปแล้ว แต่พอเปิดโทรศัพท์ดูประวัติการโทร ปรากฎว่าไม่มีข้อมูลเหลืออยู่เลย

"เมื่อวานผมเผลอไปกดรีเซ็ตเครื่องเข้าน่ะ ข้อมูลเลยหายหมด" ลูกชายผมว่าอย่างงั้น


ลูกชายผมไม่ใช่เด็กที่ชอบพูดโกหก แล้วในช่วง 9 วันที่เขายังไม่รู้ว่ายายเสียแล้ว ใครโทรมาคุยกับเขากันแน่

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ชวนอบอุ่นหัวใจดีเหมือนกัน


✱✱✱✱✱✱✱

ความฝันวันที่ 49


นี่เป็นเรื่องสมัยที่ผมอยู่มหาวิทยาลัย
ถึงจะเข้ามหาวิทยาลัยที่อยากเข้าได้ แต่ก็ยังหาทางที่ตัวเองอยากไปไม่เจอ ตอนนั้นผมเอาแต่ทำงานพาร์ทไทม์ไปวันๆ ไม่เคยเข้าเรียนเลย

วันหนึ่ง ตอนที่ผมยืนอ่านหนังสืออยู่ในร้าน สายตาก็ไปสะดุดกับคำว่า "เรียนภาษาที่ต่างประเทศ" เข้า 
อันที่จริงผมไม่ได้สนใจภาษาอังกฤษหรอก พูดก็ไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมตอนนั้นผมถึงปิ๊งขึ้นมาว่า "นี่แหละ!"
ผมกลับบ้านทันที แล้วคืนนั้นก็ไปบอกกับพ่อแม่ว่า
"ผมจะดรอปเรียนมหาลัยนะ ผมอยากไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ"
พ่อคัดค้าน แต่แม่กลับยอมง่ายๆ ว่า
"ชีวิตมีครั้งเดียว อยากทำอะไรก็ทำเถอะลูก"

หลังจากนั้นผมก็หาข้อมูลจากหลายๆที่ และเตรียมตัวเดินทางไปพร้อมๆกัน

หนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทาง แม่ต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ
ตอนผมอยู่ ม. ปลาย แม่เป็นมะเร็งมดลูก จึงต้องผ่าตัดเอามดลูกออกทั้งหมด หมอบอกว่า
"ถ้าหลังผ่าตัดไป 5 ปีแล้วไม่มีอาการอะไรก็ถือว่าหายสนิท"
ซึ่งตอนนั้นก็ผ่านไป 4 ปีแล้ว

ปกติแม่ต้องนอนโรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการตรวจ แม่พูดกับผมว่า
"แม่ต้องเข้าโรงบาล งั้นก็ไปส่งลูกที่สนามบินไม่ได้แล้วสิ"
ผมเลยบอกว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวก่อนไปสนามบินผมจะแวะมาโรงบาลก่อน"

แล้วก็ถึงวันที่ผมจะออกเดินทาง
ผมบินไฟลท์ 10 โมงเช้า จึงแวะมาโรงพยาบาลตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง
ปกตินี่ยังเป็นเวลาห้ามเยี่ยม แต่ผมขอกับนางพยาบาลไว้จึงได้เข้ามาก่อน
ผมคุยกับแม่อยู่ประมาณ 30 นาที ก่อนจะบอกลา
"ได้เวลาแล้ว ผมต้องไปแล้วล่ะ"
แม่ตอบว่า
"โชคดีนะลูก"
แล้วก็หยิบห่อที่ซ่อนไว้ใต้หมอนส่งให้ผม
พอคิดว่าจะไม่เจอแม่ตั้ง 1 ปี ก็ใจหายอยู่เหมือนกัน 
แต่ก่อนออกจากห้องผู้ป่วย ผมยิ้มให้แม่และทิ้งท้ายไว้ว่า
"พอออกจากโรงบาลแล้วอากาศอุ่นขึ้นก็ไปเยี่ยมผมบ้างล่ะ" 

ระหว่างนั่งรถบัสไปสนามบิน ผมแกะห่อที่แม่ให้ออกมาดู ข้างในมีนาฬิกาข้อมือกับจดหมาย
ผมเก็บจดหมายใส่เป้ ใส่นาฬิกาเข้ากับข้อมือ

ในที่สุด ผมก็คุ้นเคยกับชีวิตในต่างแดน ภาษาอังกฤษที่เมื่อก่อนพูดไม่ได้เลยสักนิด ตอนนี้ก็พูดได้คล่องพอๆกับภาษาญี่ปุ่น
ที่แม่สัญญาไว้ว่า "ถ้าออกจากโรงพยาบาลแล้วจะไปหา" ผมก็ทวงผ่านจดหมายและโทรศัพท์ไปหลายครั้ง และทุกครั้งแม่ก็จะตอบว่า "ไว้แม่แข็งแรงกว่านี้ก่อนนะ"
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังเชื่อว่าสักวันหนึ่ง พ่อ แม่และพี่สาวจะมาเยี่ยมผม
ผมถึงขั้นวางแผนทัวร์แหล่งท่องเที่ยวดังเตรียมไว้เลยด้วยซ้ำ

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง
นาฬิกาที่แม่ให้มา จู่ๆ ก็หยุดเดิน
ตอนนั้นผมยังคิดว่าไว้พรุ่งนี้ค่อยไปเปลี่ยนถ่านแล้วกัน
แต่วันต่อมา ก็มีโทรศัพท์มาถึงผม
เมื่อรับโทรศัพท์ เสียงพ่อพูดมาตามสายว่า
"แม่อาการทรุดกระทันหัน รีบกลับบ้านด่วน"
หัวผมหมุนติ้ว ผมจองตั๋วเครื่องบินกลับญี่ปุ่นทันทีทั้งที่สมองยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก

เมื่อกลับถึงญี่ปุ่น ผมรีบบึ่งไปที่โรงพยาบาลทันที
ผมตรงไปที่ช่องติดต่อสอบถาม ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนแล้วจึงไม่มีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ด้านหน้า ผมส่งเสียงดังให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านในได้ยิน
"ขอโทษนะครับ ผมเป็นลูกของOO แม่ผมอยู่ห้องไหนเหรอครับ"
เจ้าหน้าที่มองหน้ากัน แล้วตอบผมว่า
"เสียใจด้วยนะคะ คนไข้ท่านนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้วค่ะ"
"หา? เดี๋ยวนะครับ ชื่อOOนะครับ"
"ค่ะ คุณOO เสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ"
ใจผมยังไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน จึงขอยืมโทรศัพท์ของโรงพยาบาลโทรไปที่บ้าน
ผมเชื่อ ไม่สิ ยังอยากเชื่อว่าคนที่จะมารับโทรศัพท์คือแม่ของผม
แต่ว่าสิ่งที่ผมได้ยินมีเพียงประโยคของระบบฝากข้อความ
"กรุณาฝากข้อความหลังได้ยินเสียงสัญญาณ..."

บอกตามตรงว่าตอนนั้นผมสติแตกไปแล้ว สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผมจึงติดต่อคนในครอบครัวไม่ได้เลย
ผมขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเช็คให้ว่าตอนนี้ร่างแม่อยู่ที่ไหน จนในที่สุดก็ได้ชื่อสถานที่จัดงานศพและเบอร์โทรติดต่อมา
ผมได้คุยกับพี่สาว พี่มารับผมที่โรงพยาบาลโดยที่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อไปถึงสถานที่จัดงาน ผมได้เปิดโลงดูหน้าแม่ แต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกเศร้าหรือร้องไห้ฟูมฟายเลย
บางที คงเป็นเพราะผมยังยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้กระมัง

ผ่านไป 2 วัน ผมก็ยังทำใจรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ หลังจบงานศพ ผมมองโกศใส่เถ้ากระดูกแม่ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
เมื่อแม่ไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว ความเสียใจที่ไม่ได้มาพบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ความซาบซึ้งที่ยอมให้ผมไปเรียนต่างประเทศผุดขึ้นมาในใจ น้ำตาผมเริ่มไหลซึมออกมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด

ผ่านไป 7 วัน ผ่านไป 1 เดือน ผมกลับมานั่งเหม่ออยู่บ้านทั้งวัน ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น
ช่วงนั้น ผมฝันเห็นแม่สมัยที่ยังแข็งแรงอยู่หลายครั้ง ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากลืมตาตื่นจากความฝันนั้นเลย
ผมรู้สึกว่าถ้านอนหลับก็จะได้เจอแม่ในฝัน ซึ่งจริงๆช่วงนั้นผมก็ฝันเห็นแม่แทบทุกวัน

วันหนึ่ง ผมเข้านอนเร็วเหมือนที่ผ่านมา สักพักก็ได้เจอแม่ในความฝันอีก
แต่ความฝันวันนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา

แม่อยู่บนเรือ พูดกับผมว่า
"แม่ต้องไปแล้วล่ะ ดูแลตัวเองให้ดี ชีวิตมีครั้งเดียว ให้ใช้สนุกนะลูก"
ผมตอบแม่ว่า "อาทิตย์หน้าผมจะไปเก็บข้าวของในอพาร์ทเม้นท์ที่ต่างประเทศ แม่ไปด้วยกันนะ"
"แม่ไปไม่ได้หรอก ลูกดูแลสุขภาพให้ดีๆล่ะ แม่คอยดูอยู่นะ"
ในฝัน ผมร้องไห้ฟูมฟาย จับมือแม่ไว้แน่น แม่ก็บีบมือผมกลับเช่นกัน
แล้วเรือที่แม่นั่งอยู่ก็เริ่มออกตัว มือของเราก็ถูกแยกออกจากกัน
ตอนที่ผมกำลังจะไล่ตามเรือนั้นไป ผมรู้สึกเหมือนจะวูบหมดสติ แล้งก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาบนที่นอน
ผมร้องไห้ มือผมยังมีความรู้สึกตอนที่จับมือแม่หลงเหลืออยู่
คืนนั้นผมนอนไม่หลับอีกจนเช้า
เมื่อดูปฏิทิน ถึงได้รู้ว่านั่นเป็นวันครบรอบวันตาย 49 วันของแม่
หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้ฝันเห็นแม่อีกเลย
บางคนอาจมองว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือผมฝันเป็นตุเป็นตะไปเอง แต่มันจะลงตัวได้ขนาดนี้เลยหรือ

แม่ครับ ขอบคุณนะครับ
หลังจากตอนนั้น ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยที่ดรอปเรียนไว้ แต่ก็ได้เอาประสบการณ์ตอนที่อยู่ต่างประเทศมาใช้เปิดกิจการของตัวเอง ตอนนี้ก็ไม่ลำบากเรื่องอยู่เรื่องกินแล้วล่ะครับ

*ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น หลังเสียชีวิตได้ 49 วัน วิญญาณจะนั่งเรือข้ามแม่น้ำซันสึจากโลกคนเป็นไปโลกวิญญาณ

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 2

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

✱✱✱✱✱✱✱

เมล์จากยูกิ



นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันตอนฤดูใบไม้ผลิ
จู่ๆ ก็มีเมล์ที่ไม่รู้จักส่งมาหาฉันว่า
"จากยูกิเองจ้า OOจัง (ชื่อฉัน) วันนี้ใส่เสื้อน่ารักจุงเบย (>∀<)"
แล้วก็เริ่มมีเมล์อื่นตามมา อย่างเช่น
"เมื่อกี้ลืมร่มไว้ในรถไฟนะ ขี้ลืมจังเลยนะเธอว์ (^。^o)"

เนื้อหาเมล์แต่ละอันเหมือนเธอกำลังจับตาดูฉันอยู่ตลอด
ฉันรู้สึกไม่สบายใจจึงเปลี่ยนเมล์ใหม่ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ครั้งเธอก็ส่งเมล์มาหาอยู่ดี
บางครั้ง เธอเมล์มาทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องเปลี่ยนเมล์กับใครเลยด้วยซ้ำ

ตอนแรกฉันคิดว่าอีกฝ่ายเป็นสตอล์กเกอร์ธรรมดาๆ แต่ก็มีบางครั้งที่เธอส่งเมล์คล้ายๆ คำทำนายเวลาดูดวงมาด้วย
"ที่นัดกับเพื่อนวันนี้ ไปสายซักชั่วโมงก็ได้นะ"
ตอนแรกฉันไม่สนใจและเตรียมตัวจะออกไปตามเวลานัด แต่สักพักเพื่อนคนนั้นก็ติดต่อมาว่ายังเลิกงานไม่ได้ ขอไปช้าประมาณ 1 ชั่วโมง

เคยมีครั้งหนึ่งที่เมล์จากยูกิบอกว่า
"ดูในกระเป๋ากระโปรงสีดำให้ดี!!"
วันนั้น ฉันไปสถานที่แห่งหนึ่งที่ปกติแทบไม่ได้ไป แล้วก็แวะเดินเล่นในตลาดเปิดท้ายขายของแถวๆ นั้น จนเจอกระโปรงที่ถูกใจเข้าตัวหนึ่ง
ข้อความในเมล์นั้นแวบเข้ามาในหัว ฉันจึงลองล้วงกระเป๋ากระโปรงนั้นดู ปรากฎว่ามีเงินหมื่นเยนอยู่ในนั้น

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันถูกผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันสารภาพรัก คืนนั้นฉันกำลังคิดว่า "จะเอาไงดีน้า~" อยู่นั้นเอง
"ที่จริงเขามีแฟนแล้วนะ ระวังไว้ล่ะ!!"
เมล์นี้ก็ถูกส่งมา ทั้งๆที่ฉันยังไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาใครเลย
ที่ผ่านมา เมล์จากเธอคนนี้ไม่เคยโกหกหรือพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ฉันจึงไปถามคาดคั้นผู้ชายคนนั้นจนเขายอมรับว่าที่จริงก็มีแฟนอยู่แล้ว

ฉันเคยเมล์กลับไปถามเรื่องของเธอ แต่เธอก็บอกแค่ว่าเธอชื่อยูกิ
เธอบอกว่าเธอชอบฉันมากๆ แต่สำหรับฉัน ผู้หญิงด้วยกันยังไงมันก็ดูไม่ใช่อยู่ดี...
ที่ผ่านมาเธอไม่เคยพูดข่มขู่หรือกดดันฉัน เมล์ที่ส่งมาก็แค่ประมาณวันละ 4 ฉบับ ที่จริงมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันเดือดร้อนเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกเหมือนถูกมองอยู่ตลอดเวลาก็ทำให้ฉันไม่สบายใจอยู่ดี

มีอยู่วันหนึ่ง ฉันอยากลองทดสอบอะไรบางอย่างขึ้นมา ฉันจึงเดินทางไปจังหวัดอื่น จากนั้นก็ส่งเมล์หายูกิว่า
"รู้มั้ย ตอนนี้ฉันทำอะไรอยู่"
ยูกิก็ตอบกลับมาแทบจะทันทีว่า
"OOจังตอนนี้นั่งดื่มคาปูชิโน่ คาราเมลอยู่ที่สตาร์บัคเมืองOO เมื่อเช้าคิดอยู่ใช่มั้ยล่ะว่าจะใส่รองเท้าเปิดส้นคู่ไหนออกไปดี ชั้นว่าคู่สีชมพูน่ารักดีนะ (゜∀゜)/"

...ตรงหมดทุกอย่าง
แม้แต่ตอนนี้เธอก็คงดูฉันอยู่แน่ๆ


✱✱✱✱✱✱✱

แผ่นเกมจำนวนมาก


เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ผมทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านขายแผ่นเกม
วันหนึ่ง ตอนใกล้ปิดร้าน จู่ๆก็มีคุณป้าอายุประมาณ 60 ปีหอบลังกระดาษขนาดใหญ่เข้ามาในร้าน แล้วก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ช่วยรับไว้ของพวกนี้ทั้งหมดไว้ทีเถอะ เงินทองฉันไม่เอา!"
ในลังนั้นมีแผ่นเกมจำนวนมากอยู่ เราเลยจะถามว่าแน่ใจแล้วหรือที่จะยกให้ แต่ป้าแกดันรีบร้อนออกจากร้านไป ผมกับผู้จัดการร้านจึงได้แต่ลำบากใจ
ผู้จัดการร้านบอกว่า ป้าคนนั้นเป็นลูกค้าประจำ ชอบมาซื้อเกมที่ร้านบ่อยๆ ถึงจู่ๆ จะเอาแผ่นเกมมากมายขนาดนี้มาให้ก็ไม่อยากสงสัยมาก ผมเองก็กลัวๆ เลยไม่คิดอะไรต่อเหมือนกัน

เสียงเพลงบอกเวลาปิดร้านดังขึ้น เราจึงวางลังใส่แผ่นเกมทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์แล้วกลับบ้าน กะว่าพรุ่งนี้จะมาดูสภาพแผ่นอีกที
แต่วันต่อมา แผ่นเกมในลังกลับหายไปหมด 
ผู้จัดการร้านเปรยว่า "ช่างมันเถอะ ไม่ต้องไปคิดถึงมันหรอก"

หลังจากนั้น ผมได้ข่าวว่าป้าคนนั้นฆ่าตัวตาย ในบ้านของป้าพบศพลูกชายที่เป็นฮิคิโคโมริมานานหลายปีถูกฆ่าตาย เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่พื้นที่ผมอยู่พักนึง...
ทำไมจู่ๆ ป้าแกถึงได้รีบร้อนเอาแผ่นเกมมากมายขนาดนั้นมาให้ แล้วตอนนี้แผ่นเกมพวกนั้นไปอยู่ที่ไหน คิดไปคิดมาก็น่าขนลุกเหมือนกัน

✱✱✱✱✱✱✱

โทรศัพท์ก่อกวน


วันหนึ่ง มีเบอร์ที่ไม่รู้จักโทรเข้าเครื่องผม ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงท่าทางมีอายุ ถามว่า "ซุซุกิซังใช่มั้ย?"
แต่ผมชื่อทานากะ (นามสมมติ) เลยตอบไปว่า "ไม่ใช่ครับ" อีกฝ่ายก็ถามต่อว่า "งั้นนั่นใครน่ะ?"
ผมแปลกใจและโมโหขึ้นมานิดๆ จึงตอบไปว่า "ไม่บอกครับ จู่ๆ มาถามกับแบบนี้มันเสียมารยาทนะครับ" แล้วก็ตัดสายไป

ผ่านไปอีกหลายวัน ก็มีเบอร์ไม่รู้จัก (น่าจะเป็นเบอร์เดิม) โทรเข้าเครื่องผมอีก
พอรับสาย เสียงป้าคนเดิมก็ถามว่า "ซุซุกิซังใช่มั้ย?" "ไม่ใช่ครับ" ผมตอบแค่นั้นแล้วก็ตัดสาย บล็อกเบอร์

ผ่านไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ มีเบอร์แปลกโทรหาผมอีกแล้ว
ผมนึกในใจว่า "ทำไมหมู่นี้มาบ่อยจังฟะ" แล้วก็รับสาย แต่ไม่พูดอะไร ปลายสายยังเป็นเสียงยัยป้านั่นอีกแล้ว
"ซุซุกิซัง? ซุซุกิซังใช่มั้ย?"
รอบนี้เสียงป้าแกดูดีใจยังไงไม่รู้ แต่ผมรู้สึกกลัวๆ เลยตัดสายไปโดยไม่ได้พูดอะไร
ทันใดนั้นโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นอีกรอบ ผมทั้งตกใจและโมโหมาก รอบนี้เลยกะจะพูดแรงๆหน่อย
"อ๊ะ ซุซุกิซัง ซุซุกิซังรึเปล่า?"
ทำเสียงดีอกดีใจอีกแล้ว
"ไม่ใช่ ก่อนจะโทรก็แหกตาดูเบอร์ก่อนสิครับ โทรผิดซ้ำๆซากๆ อยู่ได้ รำคาญ!"
ผมพูดไปด้วยความโกรธ... แล้วป้าก็ตอบด้วยโทนเสียงต่ำเหมือนเสียงผู้ชายว่า

"อื้ม ทานากะก็เป็นซะอย่างงี้ล่ะน้า"

แล้วก็วางสายไป
ผมกลัวมากจนสะดุ้งทุกครั้งที่มีคนโทรเข้าไปพักนึงเลยล่ะ


✱✱✱✱✱✱✱

คดีที่บ้านนอก


นี่เป็นเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบ
หมู่บ้านของผมเป็นเขตโคตรบ้านนอกของจังหวัดบ้านนอกอย่างยามากาตะ คนบ้านใกล้เรือนเคียงก็เหมือนเป็นญาติๆ กันทั้งนั้น
ใกล้ชิดกันชนิดที่ว่าแค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าเป็นลูกหลานบ้านไหน

การออกจากบ้านโดยไม่ล็อกประตูหน้าต่างก็เป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่
แต่จู่ๆ หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ก็เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น
ผู้พบศพคนแรกคือลุงข้างบ้าน
ลุงเล่าว่าลุงออกไปเก็บหัววาซาบิแถวๆ ลำธารแต่เช้าตรู่ แล้วก็เจอศพผู้เคราะห์ร้ายไหลตามน้ำมา
ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคุณยายที่อาศัยอยู่คนเดียวในหมู่บ้านเดียวกัน
ยายคนนั้นมักจะเข็นรถเข็นที่มีตะกร้าอยู่ข้างบนออกมาเดินเล่น ระหว่างทางก็ยิ้มแย้มทักทายคนนู้นคนนี้ว่า "อากาศดีจังเนาะ..." อย่างมีอัธยาศัย

ตอนเกิดเรื่อง ผมยังเป็นเด็กประถม พอคดีฆาตกรรมที่เคยเห็นแต่ในทีวีมาเกิดขึ้นใกล้ตัวก็กลัวเอามากๆ
ด้วยความที่เกิดเหตุในชนบท พวกผู้ใหญ่ก็พากันแตกตื่นเหมือนผึ้งแตกรัง
ตำรวจก็เข้ามาไล่ถามหาแบะแสจากบ้านทีละหลัง แต่ก็ยังไม่รู้ตัวคนร้าย
พวกผู้ใหญ่เริ่มลือกันว่าเป็นฝีมือของคนนอกที่พื้นที่ที่บังเอิญผ่านมารึเปล่า
แล้วก็ผ่านไปเกือบ 3 เดือน ถึงจะจับคนร้ายได้

คนร้ายคือตำรวจ...
สาเหตุคือตำรวจไปยืมเงินคุณยายคนนั้น แล้วเกิดทะเลาะกันเรื่องต้องคืนที่ดินที่ยายแกให้ยืมไป สุดท้ายเขาก็ใช้เชือกไนลอนที่อยู่แถวนั้นฆ่ารัดคอคุณยาย แล้วเอาศพไปทิ้งที่ลำธาร
แต่ผมเห็น
ผมเห็นสีหน้าของตำรวจที่มาถามหาเบาะแส ซ้อนทับกับใบหน้าอาฆาตแค้นของคุณยายคนนั้น
และคงไม่ใช่แค่นั้น

จากตรงนี้ไปเป็นข้อสันนิษฐานของผมนะครับ...
ตำรวจคนนั้นมีปัญหาเรื่องเงินจริง
แต่คนที่เขาไปยืมเงินไม่ได้มีแค่คุณยายคนเดียว
เหมือนเขาจะติดพนัน จึงไปหาเงินมาจากหลายๆที่ ทั้งขายบ้านตัวเอง, เงินจากงานศพพ่อแม่, ให้เช่าที่นาที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ดังนั้น สถานะทางสังคมของตำรวจคนนี้จึงค่อนข้างติดลบ
ส่วนคุณยายคนนั้นเป็นเจ้าของที่ดินของเกือบทั้งหมู่บ้าน
ยายให้คนในหมู่บ้านใช้ที่ดินของตัวเองฟรีๆ
แต่ช่วงก่อนเกิดเหตุ คุณยายกำลังจะขายที่ให้กิจการหนึ่งที่มาจากจังหวัดอื่น
แน่นอนว่าถ้าคุณยายขายที่ไป คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยจะต้องเดือดร้อนเรื่องที่ทำกิน

หลังงานศพยาย คนในหมู่บ้านยังคงอาศัยและทำกินในที่ดินของยายต่อไป เพราะเหมือนตามกฎหมายแล้วกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะกลายเป็นของคนในหมู่บ้าน
ดังนั้น เมื่อผมอายุ 18 ผมก็ออกจากหมู่บ้านมาอยู่เมืองหลวง และไม่กลับไปที่นั่นอีกเลย

[งานแปล แก้ฟุ้งซ่าน] เรื่องสั้นแนวลึกลับจาก the-mystery.org Part 1

ต้นฉบับของงานแปลนี้นำมาจาก https://the-mystery.org 

ถ้าจะนำไปลงที่อื่น กรุณาบอกกันซักคำและให้เครดิตเว็บไซต์ต้นทางด้วย

งานนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เราแปลสะสมไว้แล้วเอามาลงทีเดียว

เซ็ตต่อไปยังไม่มีกำหนดลง เพราะยังไม่ได้ทำต่อ

✱✱✱✱✱✱✱

เด็กใหม่ที่ตายไปแล้ว

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/nakunatta_hazu_no_tenkousei/)


สมัยผมอยู่อนุบาล มีเด็กรุ่นเดียวกันคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุโดนรถชนเสียชีวิต


เวลาผ่านไปจนผมขึ้น ป.4 ผมได้เจอเด็กคนนั้นอีกครั้งในฐานะเด็กใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมาอยู่ห้องเดียวกัน ผมตกใจมาก


ตอนนั้นในห้องผมมีเด็กอีก 4-5 คนที่มาจากโรงเรียนอนุบาลเดียวกัน ตอนกลางวันพวกเราจึงไปรวมตัวกันที่โรงยิม

"อะไรกัน เจ้านั่นมันโดนรถชนตายไปแล้วนี่?"

พวกเราหวาดกลัวและเริ่มโต้เถียงกันรุนแรง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไรออกมา

แน่นอนว่าจะไปถามเจ้าตัวว่า "นี่ นายน่ะ ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ" ก็ใช่ที่ เราจึงอยู่กันไปเรื่อยๆในฐานะเพื่อนร่วมชั้นธรรมดาๆคนหนึ่ง แม้ลึกๆแล้วพวกเราทุกคนจะรู้สึกหวาดหวั่นกันพอสมควรเลยก็ตาม


ผมเคยคุยกับเด็กใหม่คนนั้น เขาบอกว่าเขาอยู่โรงเรียนอนุบาลเดียวกับผม แถมยังจำผมได้ด้วย

เขาเล่าว่าตอนประถม เขาต้องย้ายบ้านเพราะเรื่องงานของพ่อ และคราวนี้เขาก็ย้ายกลับมาที่นี่ด้วยเรื่องงานของพ่อเช่นกัน

เขาไม่เคยประสบอุบัติเหตุ แน่นอนว่าไม่เคยตายด้วย

แต่ถึงกระนั้น เพื่อนสมัยอนุบาลบางคนก็ยังจำได้ว่าได้ไปร่วมงานศพของเขา 

สรุปแล้ว เขาตายไปแล้วหรือยังก็ยังเป็นปริศนาที่ทำให้รู้สึกขนลุกมาจนถึงทุกวันนี้


แต่เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยเรื่องงาน ผมจึงได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่จบชั้นอนุบาล พวกเราคุยเรื่องความหลังกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเขาพูดขึ้นแบบไม่คิดอะไรว่า

"จะว่าไป ตอนอนุบาลมีเด็กที่โดนรถชนตายด้วยเนอะ"

แล้วก็พูดชื่อเด็กคนนั้นออกมา ตอนนั้น ผมรู้สึกหนาววูบจนแทบหมดสติเลยทีเดียว


ตัวผมไม่เชื่อเรื่องผีสางเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ไม่ว่ายังไงก็ยังหาคำตอบไม่ได้


✱✱✱✱✱✱✱

เพื่อนหาย

(ที่มา : https://the-mystery.org/strange_experience/kieta_yuujin/)


มีอยู่วันหนึ่ง ผมต้องนอนค้างที่ที่ทำงานกับรุ่นพี่อีกคน ระหว่างพักจากงาน รุ่นพี่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง

เป็นเรื่องที่ว่าเพื่อนของรุ่นพี่ "หายไป"

ตอนแรกๆ รุ่นพี่คิดก็คิดว่าเพื่อนคนนั้นคงงานยุ่ง แต่เหมือนจะไม่ใช่ ที่จริงรุ่นพี่เล่าให้ฟังค่อนข้างยาวและรายละเอียดเยอะ แต่ผมขอสรุปย่อๆ เท่าที่จำได้แล้วกัน


ตอนนั้นรุ่นพี่กำลังเรียน ปวส. อยู่

อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนสมัย ม. ปลาย คนนั้นก็โทรมาบอกว่า "ฉันจะทำงานพาร์ทไทม์นะ" แล้วก็บอกต่อว่า "งานนี้ดีนะ สนใจไปทำด้วยกันมั้ย?"

สรุปคือเขาอยากชวนรุ่นพี่ไปทำงานด้วยกันนั่นแหละ

แต่ช่วงนั้นรุ่นพี่ยังยุ่งๆ เรื่องเรียนอยู่จึงปฏิเสธไป แต่จากน้ำเสียงของเพื่อนคนนั้นที่ดูตื่นเต้นดีใจ รุ่นพี่เลยอยากรู้ว่าจะทำงานที่ไหน สุดท้ายก็ลงเอยว่าจะไปเป็นเพื่อนด้วยตอนสอบสัมภาษณ์


วันสัมภาษณ์ รุ่นพี่กับเพื่อนนัดเจอกันก่อนแลัวก็ไปที่สถานที่ทำงาน

ทั้งสองคนเดินทางผ่านเมืองที่คุ้นเคย เข้าไปยังถนนที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่รุ่นพี่ก็พอจำทางคร่าวๆได้

เมื่อเดินไปได้ประมาณ 20 นาที เพื่อนก็หยุดเดิน

"ร้านนั้นไง!"

เขาชี้ไปที่ป้ายร้านหนังสือมือสองธรรมดาๆ มีป้ายเรียบๆ ติดไว้หน้าร้าน

"มาสัมภาษณ์งานคร้าบ~" เพื่อนส่งเสียงเรียกแล้วก็เดินเข้าไปในร้าน ส่วนรุ่นพี่ก็รออยู่ด้านหน้า หยิบหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้มาดูฆ่าเวลาไปพลางๆ

รุ่นพี่เหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนว่า "รับสมัครพนักงานประจำ/พนักงานพาร์ทไทม์" แปะไว้ที่ประตูกระจก

รุ่นพี่แอบคิดอยู่ว่า "ร้านแบบนี้ยังอุตส่าห์ประกาศรับพนักงานเป็นเรื่องเป็นราวอีกเนอะ" แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดอะไรต่อ


ขากลับ รุ่นพี่ก็เดินคุยกับเพื่อนเรื่องงานที่ร้านไปจนถึงเส้นทางกลับบ้านตามปกติ


ผ่านไปหลายวันจนถึงวันหยุดรอบต่อมา เพื่อนคนนั้นก็โทรมาบอกว่า "ได้งานแล้ว เริ่มงานวันนี้เลย! ซื้อของขวัญฉลองให้หน่อยดิ 555+"

วันนั้นรุ่นพี่ว่างอยู่พอดี จึงคว้ากระเป๋าเงินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือมือสองตามทางที่เคยไปเมื่อวันก่อน

แต่เมื่อไปถึง ตรงที่เคยเป็นร้านหนังสือกลับกลายเป็นบ้านคนธรรมดาๆ แทน


รุ่นพี่คิดว่าตัวเองมาผิดทาง จึงเดินย้อนกลับมาพลางมองหาร้านไปด้วย แต่ก็ไม่เจอ

รุ่นพี่จึงตัดสินใจไปเคาะประตูบ้านที่ (น่าจะ) เป็นร้านหนังสือเมือวันก่อน แล้วถามว่าแถวนี้มีร้านหนังสือมั้ย

"ร้านหนังสือแถวนี้ก็มีอยู่แค่ที่หน้าสถานีเท่านั้นแหละ"

คนในบ้านตอบมาแบบนั้น รุ่นพี่ก็ได้แต่มึนงงว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

รุ่นพี่ลองโทรหาเพื่อนคนนั้นดู เขาก็ยังรับโทรศัพท์และคุยกันได้ตามปกติ ปีใหม่ก็ส่ง ส.ค.ส. มาให้ แต่กลับไม่เคยเจอหน้ากันเลยแม้แต่หนเดียว

แต่หลังจากนั้นรุ่นพี่กับเพื่อนก็ค่อยๆ ห่างกันไป จนในที่สุดก็ไม่สามารถโทรติดต่อกันได้


ผ่านไปอีกนานพอสมควร รุ่นพี่ก็ได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงรุ่นสมัย ม. ปลาย

ด้วยความอยากรำลึกความหลัง และคิดว่าอาจจะได้เจอเพื่อนคนนั้นที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานาน รุ่นพี่จึงตอบตกลงไป


เมื่อรุ่นพี่ไปถึงที่งาน ก็เจอเพื่อนเก่าๆ คุ้นหน้าคุ้นตาหลายคน แต่ไม่เห็นเพื่อนคนนั้นเลย เขาจึงไปถามเพื่อนร่วมชั้นอีกคนที่เป็นแม่งานว่า

"OO (ชื่อเพื่อนของรุ่นพี่) ไม่มาเหรอ?"

"หืม? อะไรของนายเนี่ย? ก็นั่งดื่มอยู่นั่นไง"

แล้วก็ชี้ไปที่คนคนหนึ่งที่ไม่ใช่เพื่อนคนที่รุ่นพี่ถามหา


✱✱✱✱✱✱✱

เหมือนเดิม

(ที่มา : https://the-mystery.org/scary_story/itsumo/)


สมัย ม. ปลาย ผมเป็บพวกท้องไส้ไม่ค่อยดี เวลาไปโรงเรียนก็ต้องออกจากบ้านเร็วหน่อยแล้วก็แวะไปทำธุระที่ห้องน้ำสาธารณะสกปรกๆ แห่งหนึ่งอยู่เรื่อย

ห้องน้ำนั้นอยู่ในดงต้นไม้ที่อยู่ห่างจากเส้นทางระหว่างสถานีรถไฟกับโรงเรียนเล็กน้อย


และทุกครั้งที่ผมแวะที่นั่น ห้องน้ำห้องแรกสุดจะถูกปิดประตูไว้เสมอ

ดูจากวี่แววแล้ว มี "คน" อยู่ในห้องนั้นแน่นอน เพราะบางครั้งก็ได้ยินเสียงไอเสียงจาม บางทีก็มีเสียงพลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ดังออกมา

แต่ผมก็ไม่มีเวลาพอที่จะสนใจ แค่รวบรวมสมาธิเบ่งให้เสร็จก่อนจะไปโรงเรียนสายก็เต็มที่แล้ว


ตอนนั้นผมไม่เฉลียวใจเลยว่าทำไมถึงมีคนนั่งทำธุระอยู่ที่ห้องเดิมตลอดเวลาที่ผมไป

ผมคิดแค่ว่า "เออ มันก็คงมีคนแบบนี้อยู่บ้างแหละ" เท่านั้นเอง


เช้าออกจากบ้าน พอขึ้นรถไฟก็เริ่มปวดท้อง แวะไปปล่อยที่ห้องน้ำสาธารณะ แล้วก็ไปโรงเรียน

ยามเช้าผมเป็นวงจรแบบนี้มาปีกว่าๆ จนถึงเช้าวันหนึ่งตอนผมอยู่ ม. 5 ผมก็ปวดท้อง เลยแวะไปห้องน้ำนั่นเหมือนเดิม

เดินผ่านหน้าห้องที่มีคนเข้าอยู่ไปห้องด้านใน จนผมทำธุระเสร็จ ก็มีเสียงทักมาจากห้องน้ำห้องนั้น

"ขับถ่ายดีเหมือนเดิมตลอดเลย ดีจังนะ..."

เสียงยังหนุ่มอยู่ แต่ก็ไม่น่าใช่เด็กมหาลัยแล้ว

คนที่มาเข้าห้องน้ำทำธุระเวลาเดียวกับผมมาเป็นปี วันนี้เพิ่งได้ยินเสียงเขาเป็นครั้งแรก

แต่ที่พูดว่า "เหมือนเดิม" นี่คืออะไร

ผมได้แต่ตอบส่งๆ ไปว่า "อ่อ... อืม นั่นสินะครับ"


แต่สิ่งที่คนๆ นั้นพูดต่อ เล่นเอาผมผวา

"ฉันน่ะ เป็นพวกถ่ายยากมาตลอดเลย จริงๆ นา

ป่านนี้ก็ยังไม่ออกเลยเนี่ย ฉันออกจากที่นี่ไม่ได้เล้ย...

ให้ตายเถอะ เพราะท้องไม่ดี เลยออกไม่ได้ซ้ากกะที"


จริงๆ ผมอยากล้างมือก่อนนะ แต่ทนความกลัวมากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ผมสาวเท้าออกจากที่นั้นอย่างรวดเร็ว รู้สึกเลยว่าหัวใจเต้นตุ้บๆ

ไม่กล้ากลับไปมองเลยแม้แต่นิดเดียว


คำว่า "เหมือนเดิม"

ทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกจากห้อง แล้วทำไมถึงรู้ว่าเป็นผมเข้ามาปล่อยหนัก "เหมือนเดิม"

แล้วที่พูดว่า "ฉันออกจากที่นี่ไม่ได้เลย"

หมายถึงเขาอยู่ในห้องน้ำห้องนั้นมาเป็นปีแล้วเหรอ...?

ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ


ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะปวดหนักแค่ไหนผมก็จะทนอั้นไปให้ถึงโรงเรียน หรือไม่ก็จัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่ที่บ้านโดยทำใจไว้แล้วว่าอาจจะไปสาย


เขาคนนั้นเป็นมนุษย์หรือเปล่าผมไม่รู้ แต่สำหรับผมไม่มีเรื่องอะไรน่ากลัวไปกว่านี้แล้ว